ณัฐ-ณัฐพล ประสิทธิ์ศุภผล เนม-กิตติภณ ประสิทธิ์ศุภผล ทายาทสืบทอดเพชรศรีวิชัย [ตอนแรก]

ณัฐ-ณัฐพล ประสิทธิ์ศุภผล เนม-กิตติภณ ประสิทธิ์ศุภผล ทายาทสืบทอดเพชรศรีวิชัย [ตอนแรก]

ณัฐ – ณัฐพล ประสิทธิ์ศุภผล เนม – กิตติภณ ประสิทธิ์ศุภผล บุตรชายคนที่ 3 และ 4 ของคุณประกิต ประสิทธิ์ศุภผล ประธานกรรมการบริหาร เครือบริษัท เพชรศรีวิชัย จำกัด ยักษ์ใหญ่ทางด้านธุรกิจโลจิสติกค์ของภาคใต้ ธุรกิจขนส่งทางบก,ธุรกิจขนส่งทางเรือ, ธุรกิจโรงงานผลิตไบโอดีเซล, ธุรกิจท่าเรือ, ธุรกิจคลังเก็บน้ำมันปาล์ม, ธุรกิจโกดังสินค้า, ธุรกิจสวนปาล์มและอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งสองคนเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่ถูกวางตัวให้รับช่วงสืบทอดธุรกิจของตระกูล ด้วยวัยเพียงยี่สิบต้นๆ ที่มีบุคลิกและหน้าตาที่หล่อเหลา ทำให้สังคมจับตามองว่าจะสามารถเจริญรอยตามคุณพ่อ ถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูล “ประสิทธิ์ศุภผล”

DSC_0171

ขอทราบประวัติการศึกษา

ณัฐ - ณัฐพล ประสิทธิ์ศุภผลผมไปเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-5 ที่โรงเรียน Kolej Tuanku Ja’afar ไปเรียนต่อที่อินตี้ ยูไอซี้คอลเลจ เรียนได้ 1 ปีก็ย้ายไปเรียนที่University of OregonInternational Business And Economic สาขา Business Admissions(BA) ประเทศสหรัฐอเมริกา และกำลังจะไปศึกษาต่อด้านโลจิสติกส์ที่ประเทศอังกฤษ

เนม – กิตติภณ ประสิทธิ์ศุภผล ผมไปเรียนที่ประเทศมาเลเซียที่ Kolej Tuanku Ja’afar กัวลาลัมเปอร์เรียน 6 ปี ในระดับมัธยมศึกษา และไปต่อการโรงแรม ที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้าน การโรงแรม 1 ใน2ของโลก Les Roches International School of Hotel Management Switzerland ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

เข้ามาช่วยเหลืองานของครอบครัว ได้อย่างไร?

ณัฐ : ตั้งแต่เด็กเมื่อกลับบ้านในช่วงปิดภาคเรียน ก็ได้ติดตามคุณพ่อไปดูงานตามหน้างานต่างๆ มาตลอดได้เห็นคุณพ่อทำงานหนัก มาก เราได้สัมผัส และซึมซับไปเรื่อยๆ จนเรียนจบกลับมาคุณพ่อก็ให้เริ่มเข้าไปฝึกหัดเรียนรู้งานในแผนกต่างๆ เช่น ธุรกิจการขนส่งทางเรือการนำเข้าน้ำมัน การขนถ่ายสินค้าผ่านท่าเรือ โดยเข้าไปเรียนรู้ขบวนการทำงานกับผู้จัดการแผนก ประมาณ 4-5 เดือน หลังจากนั้น คุณพ่อ ให้เข้าไปศึกษาดูแลงานที่โรงงานนิวไบโอดีเซล โดยมอบหมายให้ควบคุมดูแลทางด้านต้นทุน การใช้เชื้อเพลิงต่างๆของบริษัท นิวไบโอดีเซล และท่าเรือ พี.เค.มารีน

จุดเด่นของการบริหารธุรกิจครอบครัว อยู่ตรงไหน ?

ณัฐ : ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของความสำาเร็จ และคุณพ่อก็สร้างธุรกิจในลักษณะของครอบครัวมากว่า 40 ปี เริ่มต้นจากศูนย์  แบบไม่มีอะไรแต่สามารถพัฒนาองค์กรให้แข็งแกร่ง พวกเราเป็นเจนเนเรชั่น 2 ก็เข้ามาสานต่อกันเป็นรุ่นๆ อย่างเช่น คุณนิว – กัญกร ประสิทธิ์ศุภผลพี่สาว คุณเนส – กันตพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล พี่ชาย ซึ่งจบมาก่อนก็มาเรียนรู้งานจากคุณพ่อ และช่วยงานคุณพ่อก่อน พอเรากลับมาก็มาช่วยกัน   ได้ช่วยเหลือกันเป็นการถ่ายทอดค่านิยมและเอกลักษณ์จากรุ่นสู่รุ่น มีความอบอุ่นภายในครอบครัว มีความจริงใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่มีอะไรแอบแฝง มีเรื่องอะไรคุยกันตรงๆ คุยกันได้ทุกเรื่อง ส่วนเสียก็อาจจะมีการขัดแย้งกันบ้างแต่เราก็พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกัน ต้องการรักษาธุรกิจของครอบครัวไว้ และที่สำคัญธุรกิจครอบครัวทุกคนในองค์กรต่างมีความผูกพันกันและว่าตามกัน ผู้บริหารทุกคนเดินไปส่วนไหนก็สามารถสั่งงานกันได้หมด

IMG_4053

คุณพ่อมักสอนเรื่องอะไร?อยู่เสมอเพื่อนำไปใช้บริหารงาน

ณัฐ : คุณพ่อเน้นเรื่องการทำงานกับคน และเราต้องติดตาม ผลงานเป็นระยะๆ จนกว่างานจะสำเร็จรวมถึงความรับผิดชอบและวิธีการใช้เงิน       ทุกวันโดยเฉพาะในช่วงเช้าคุณพ่อจะมีเรื่องสอนได้ตลอดในทุกๆเรื่องเนื่องจากคุณพ่อมีวิสัยทัศน์กว้างไกลใช้วัสดุรอบตัวให้เป็นประโยชน์ได้หมด จึงมักหยิบยกสิ่งใกล้ตัวมาสอนลูกๆเสมอและที่เน้นที่สุดเรื่องให้รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักบุญคุณ และตอบแทนบุญคุณคนให้มีความซื่อสัตย์ ขยันอดทนและที่สำคัญซึ่งผมยึดเป็นคติประจำตัวให้ลืมคุณที่เราทำกับเขาและให้จำคุณที่เขาทำกับเรา

เนม : คุณพ่อจะสอนให้รู้จักการวางตัวให้เหมาะสม ไม่หยิ่งทะนงมีน้ำใจ ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหนและมักจะพาไป แนะนำกับผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งในและนอกองค์กรเพื่อจะได้สร้างสัมพันธ์ที่ดี

 การที่ต้องรับผิดชอบกับธุรกิจในฐานะเป็นเจนเนเรชั่นที่ 2 รู้สึกอย่างไร?

เนม : ผมรู้สึกดีใจ ที่คุณพ่อ คุณแม่และพี่ๆ ให้ความเชื่อถือไว้วางใจพร้อมมอบหมายงานหลักๆ พร้อมแนะนำสั่งสอน ผมคิดว่าในอนาคตผมคงสามารถรับผิดชอบธุรกิจและนำวัสดุอุปกรณ์    เครื่องมือเครื่องใช้ที่คุณพ่อสร้างไว้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจของครอบครัวและสังคมต่อไปได้ ผมก็รู้สึกภูมิใจที่สามารถช่วยเหลืองานคุณพ่อทำให้คุณพ่อได้หายเหนื่อยได้มีเวลาพักผ่อนบ้างเพราะคุณพ่อทำงานหนักมากว่า 40 ปี และถ้าเทียบการทำ งานมาเริ่มต้นจาก 1 ถึง100 ของคุณพ่อ แต่ถ้าคุณพ่อทำ งานแล้วถอยกลับไป 0 คุณพ่อไม่มีปัญหาแต่สำหรับเราเป็นเจนเนเรชั่น 2 จาก 100 จะต้องทำต่อไปให้ถึง 150 – 200ครอบครัวเราพี่น้อง 4 คน ช่วยกันทำงานก็จะต้องเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ หมายความว่าคุณพ่อคนเดียวสามารถสร้างงานได้หลายๆ อย่าง ฉะนั้นเรา 4 คนพี่น้องจะต้องทำ ให้ได้มากกว่าหลายอย่างที่คุณพ่อทำมา

5

ในระหว่างพี่น้องทั้ง 4 คน มีแบ่งงานรับผิดชอบกันอย่างไร?

ณัฐ:  พี่นิว-คุณกัญกร  ประสิทธิ์ศุภผล รับผิดชอบดูแลเรื่องเทรดทั้งระบบทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำมันไบโอดีเซลการส่งออกน้ำมันการขนส่งน้ำมันทางเรือ และบริหารงานบุคคลทั้งระบบพี่เนส  –  คุณกันตพัฒน์  ประสิทธิ์ศุภผล รับผิดชอบบริหารงานด้านอสังหาริมทรัพย์ ดูแลโครงการก่อสร้างบ้านจัดสรร อาคารพาณิชย์ต่างๆทั้งระบบของบริษัท ส่วนณัฐ :คุณพ่อให้เข้าไปเรียนรู้งานจากพี่ๆ เหมือนกับเป็นผู้ช่วย แต่ก็มีงานหลักที่ต้องรับผิดชอบเช่น จะต้องเข้าไปดูแลงานท่าเรือ เข้าไปดูโรงงานนิวไบโอดีเซลและโรงสกัดน้ำมันปาล์มกรีนกลอรี ที่คุณพ่อมอบหมายให้ทำแบบนี้เพื่อให้เราสามารถทำงานทดแทนกันได้ในหมู่พี่น้อง

เนม :ผมรับผิดชอบดูแลธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือ เรามีท่าเรือที่บางปะกง และมีการขนส่งสินค้าผ่านท่าต่างๆ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล เวลาเรือนำสินค้ามาส่งที่ท่าเรืออยุธยาก็จะไปดูว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ตามไปถึงโรงงาน เพื่อดูแลตรวจเช็คการ ทำงานทุกขั้นตอนและบางครั้งต้องเข้าไปควบคุมดูแลการซ่อมเรือ

ปัจจุบันธุรกิจของครอบครัวเรามีขนส่งทางรถขนส่งทางเรือ   คลังเก็บน้ำมันปาล์มท่าเรือ คลังสินค้าโรงสกัดน้ำมันปาล์ม โรงงานผลิตไบโอดีเซล สวนปาล์มเทรดดิ้งน้ำมันปาล์ม สถานีบริการน้ำมัน และธุรกิจยอดฮิตแห่งปีที่ณัฐกับเนมได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจเชื้อเพลิงชีวมวล ประเภทไม้สับ ทะลายปาล์มสับกะลาปาล์ม ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ล่าสุดของครอบครัวที่คุณพ่อได้ริเริ่มดำเนินการเป็นการต่อเนื่องจากการจัดหาเชื้อเพลิงมาใช้ในโรงงานไบโอดีเซล แหล่งที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นลานไม้เล็กๆที่รับซื้อมาเพื่อขายต่อเราจึงเป็นผู้รวบรวมและจัดหามาซัพพลายให้โรงงานหากมีมากเราก็จะส่งขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลภายในประเทศ เป็นการช่วยสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและถ้ามีมากกว่าความต้องการใช้ภายในประเทศ เราก็นำส่งออก ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำรายได้ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

เห็นโอกาสและมีแรงบันดาลใจในการทำบริษัทไม้สับอย่างไร?

ณัฐ : จากที่กล่าวมาแล้วว่าโรงงานของเราจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงตัวผมเองมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลต้นทุนของโรงงานการหาแหล่งซื้อคราวละมากๆ ทำได้ค่อนข้างยากเนื่องจากแหล่งที่ขายส่วนใหญ่นั้นจะเป็นลานเล็กๆ ต้องซื้อเก็บสะสม และอีกอย่างผมมองว่า ในอนาคตเชื้อเพลิงชีวมวลจะเป็นสิ่งจำ เป็น เนื่องจากเชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน ใช้แล้วจะหมดสิ้นไป และยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม  นอกจากนี้ยังมีกฎหมายมาควบคุมต้องใช้ไบโอแมส (Biomass) 20 เปอร์เซ็นต์ คุณพ่อจึงเห็นโอกาสในการทำธุรกิจน่าจะลองเปิดตลาดดูจึงได้ก่อตั้งบริษัท พี.เค.แอล เอ็นเนอร์ยี่ซัพพลายจำกัด.ขึ้นและกำหนดวิสัยทัศน์ให้ดำเนินการ ผู้นำด้านเชื้อเพลิงชีวมวลทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ ไม่เกิดโทษต่อสิ่งแวดล้อมเตรียมพร้อมเพื่อการส่งออก

 เคยเห็นธุรกิจไม้สับที่ต่างประเทศเป็นอย่างไร?

ณัฐ : ในต่างประเทศ มีการใช้ไม้สับในโรงไฟฟ้า มานานกว่า  10 ปี โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าของเอกชนปัจจุบันความนิยมใช้ไม้สับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเขา ตัดแต่งต้นไม้ ก็นำ ไปย่อย ใช้เป็นเชื้อเพลิงประเทศเกาหลีใต้ รัฐบาลกำหนดให้โรงไฟฟ้าของรัฐใช้พลังงานเชื้อเพลิงชีวมวลที่ทำจากไม้ในอัตราส่วนร้อยละ 20 และคงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเพราะเชื้อเพลิงประเภทไม้สับมีใช้ในระยะยาว และมีทดแทนตราบเท่าที่ยังมีการทำเกษตรกรรมส่วนพลังงานจากถ่านหินมีแต่จะหมดไป

 มองภาพรวมตลาดไม้สับในประเทศอย่างไร?

ณัฐ: ขึ้นอยู่กับ อุปสงค์ (Demand) เป็นสำคัญ ซึ่งผมมองว่าบ้านเราไม้ยาง ยังมีเยอะแต่ปัญหาอยู่ที่คนยังไม่กล้าที่จะทดลองใช้กันเหมือนยังเคยชินกับวัตถุดิบเดิมๆอยู่ แต่ในอนาคตน่าจะเพิ่มขึ้นซึ่งแหล่งวัตถุดิบก็มีเพียงพอและต่อเนื่อง เช่นภาคใต้มีไม้ยางเยอะมาก  ความต้องการขายไม้ยางพาราจากปัจจัย     ราคายางตกชาวบ้านเดือดร้อน ก็ตัดไม้ยางขาย เพื่อนำ เงินมาเป็นค่าใช้จ่ายแทนการกรีดยาง กับอีกส่วนเกิดมาจากนโยบายของรัฐที่สนับสนุนให้มีการปลูกปาล์ม ถ้าปลูกปาล์มรัฐบาลจะให้ 16,000 บาท และตอนนี้ไม้ยางมีราคาถูก     ความต้องการใช้เพิ่มขึ้น อย่างปัจจุบันโรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคเหนือและภาคอีสานก็หันมาใช้ไม้ยางสับแทนการใช้แกลบและไม้เบญจพรรณ ทำให้เราได้โอกาสในการเปิดตลาดใหม่จากเดิมที่ผมคิดว่าจะรวบรวมซื้อกะลาปาล์ม ทะลายปาล์ม ไม้ยางสับเพื่อใช้ป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัทในเครือ  ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์แต่มีผู้ขายกว่า 40 ลานที่ต้องการให้ผมเทรด ทำให้ปริมาณที่รวบรวมได้มากกว่าความต้องการใช้เราจึงต้องส่งไปขายยังภาคต่างๆ ของประเทศเป็นการสร้างความเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต

 มีแนวโน้มจะส่งออกไม้สับหรือไม่อย่างไร?

ณัฐ : ผมคาดว่าน่าจะเป็นปลายปีนี้ เพราะโรงงานทางญี่ปุ่น  และเกาหลีใต้ เข้ามาติดต่อแล้วขณะนี้เรากำลังรวบรวมให้ได้ปริมาณที่เพียงพอแต่ละเที่ยวต้องลงเรือให้ได้ประมาณ   50,000-100,000 ตัน ซึ่งคงมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนการเตรียมความพร้อม ผมเตรียมแผนรองรับในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นเรือขนส่งสินค้า ก็สร้างใกล้จะเสร็จแล้ว 2 ลำ ลานกองเก็บไม้สับปลับพื้นที่เตรียมไว้กว่า 40 ไร่ ซึ่งคงจะพียงพอกับปริมาณการส่งออกและนโยบายของรัฐบาลที่จะบังคับใช้พลังงานไบโอแมสภายในประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยลดมลพิษของโลก

5

มีการแข่งขันในตลาดไม้สับอย่างไร?

ณัฐ : คู่แข่งขันจะบอกว่าไม่มี ก็ไม่เชิงครับส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานต่างๆ ที่เข้าไปซื้อไม้สับ เองจากผู้ขายแต่เขาซื้อครั้งละ 1 คันรถ จะมีโรงงานไฟฟ้าเล็กๆบางโรงที่ซื้อเป็นพ่วงๆนอกจากนี้ก็มีโบรกเกอร์เข้าไปติดต่อแย่งซื้อจากโรงไม้บ้างทำให้ราคาซื้อขายไม่สะท้อนความเป็นจริงและเมื่อเขานำไปขายให้กับโรงฟ้าในเขตกรุงเทพฯราคาขายสูงกว่าความเป็นจริง  เราจึงต้องการที่จะรวบรวมไม้ในภาคใต้ให้เป็นจุดเดียว เพื่อทำราคาให้เสถียร เป็นการควบคุมความสมดุลทางราคาหากโรงไฟฟ้าหรือโรงงานในกรุงเทพฯต้องการซื้อมาติดต่อกับเรา ก็จะได้ราคาที่ถูกกว่า เพราะเราใช้วิธีการจัดส่งโดยเรือบล็อกคาร์โก้บรรทุกได้คราวละมากๆจากท่าเรือสุราษฎร์ฯไปส่งที่ท่าเรือในกรุงเทพฯต้นทุนก็ลดลง เกิดผลดีกับทุกฝ่าย

ปีหนึ่งๆ  มียอดจำหน่ายจำนวนเท่าไหร่และโอกาสการเติบโตเป็นอย่างไร?

ณัฐ: ปีที่ผ่านมายอดจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 ตันเป็นส่วนที่ส่งเข้าโรงงานไฟฟ้าในเครือซึ่งความต้องการใช้ไม้สับในส่วนอื่นๆ มีอยู่มากคาดว่าน่าจะประมาณ 800,000 – 1,200,000 ตัน ซึ่งคงต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ผมมองว่าความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลในประเทศมีมาก ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถซัพพลายให้ลูกค้าได้มากแค่ไหนไม้สับประเภทไม้ยาง น่าทำมากที่สุด เพราะมีกระจายอยู่ทั่วประเทศเพียงแต่เราควบคุมคุณภาพและราคาให้ได้มาตรฐานที่จะส่งออกคือทำให้ราคาเสถียรหมายถึงจะต้องซื้อในราคาที่เท่ากัน เพราะถ้าต่างคนต่างซื้อ ราคาก็ยิ่งสูงขึ้นเมื่อราคาสูง คนซื้อก็ต้องการราคาที่เขารับได้ ส่วนคนขายก็อยากได้ราคาดีๆ ผมเองทำ งานก็เข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย เราก็พยายามจะหาวิธีการแก้ไข หาทางออกที่ดี เพื่ออนาคตจะสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศ

แผนงานครึ่งปีหลัง  2558  และกลยุทธ์ทางการตลาดเป็นอย่างไร?

ณัฐ : ตอนนี้เราดำเนินการรวบรวมไม้  โดยตั้งเป้าว่าถึงสิ้นปีน่าจะได้    1,000,000 ตัน เพื่อเตรียมการส่งออกบางส่วนเก็บไว้ใช้ในโรงงานบางส่วน และส่งขายให้ลูกค้าในกรุงเทพฯ บางส่วน ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการและการวางแผนดำเนินการที่เหมาะสมเนื่องจากการทำไม้สับต้องอาศัยจังหวะเวลาบางช่วงไม้จะน้อยช่วงไหนที่ผมคิดว่าไม้จะไม่มีหรือไม้จะน้อย เราก็จะพยายามรวบรวบไว้ให้มากที่สุด ซึ่งก็เป็นปัญหาพอสมควร เพราะเรากองไม้สับไว้บนลานปูนโล่ง แต่กลไกการซื้อ-ขายไม้สับจะอิงเรื่องความชื้นค่าความชื้นที่กำหนดอยู่ที่ 45 หากเกินก็จะถูกหัก และถ้าเราแก้ปัญหาโดยจัดเก็บในโกดัง ก็เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ เราจึงแก้ปัญหาโดยการได้ไม้สับมาก็ขนลงเรือ……[ติดตามตอนจบ]

 

Be Sociable, Share!
error: Content is protected !!