นานาทรรศนะต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

Special Report

Text/Photo: กองบรรณาธิการ

 

  1. ผศ.สมทรง นุ่มนวล รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

1-dr somsong02

อาจารย์อยากจะบอกอะไรกับอธิการบดีคนใหม่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

อยากให้ท่านนำมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีไปสู่อนาคตที่เป็นที่พึ่งพาของท้องถิ่น เป็นชุมชนวิชาการ ผลิตบัณฑิตที่มีงานทำ ผลิตหลักสูตรได้มาตรฐาน เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของภาคใต้ หรือ 1 ใน 10 ของประเทศ และเป็นมหาวิทยาลัยของทุกคน ตอบสนองปรัชญา “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น” ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งคิดว่าท่านอธิการบดีคนใหม่เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล น่าจะสามารถนำเรือลำนี้ไปสู่เป้าหมายได้ค่ะ

ในฐานะที่อาจารย์เป็นคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ละสังคมศาสตร์ จะมีแนวทางอย่างไรในการพัฒนาบัณฑิตให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเชื่อมั่น

เริ่มจากทำหลักสูตรที่มีคุณภาพ อาจารย์ที่มีคุณภาพ เพื่อจะให้กระบวนการเรียนการสอนนักศึกษานั้นรู้จริง และปฏิบัติได้ และมีทักษะทางวิชาชีพด้วย ไม่ได้มีแค่องค์ความรู้เพียงอย่างเดียว ต้องถาม stakeholder หรือ ผู้มีส่วนได้เสียว่าท่านต้องการบัณฑิตแบบไหน ในสาขาอาชีพใด ซึ่งทุกหลักสูตรเราก็ทำอยู่ตลอดค่ะ และปรับปรุงอยู่ทุกปี อย่างเช่น ตอนนี้มีหลักสูตรภาษาจีนมาเป็นรุ่นที่ 3 แล้วค่ะ เรียนที่นี่ 2 ปี แล้วก็ไปเรียนที่ยูนนาน ประเทศจีน อีก 2 ปี ได้ปริญญา 2 ใบค่ะ แล้วบัณฑิตเราก็ได้รางวัลเป็นนักศึกษาต่างชาติดีเด่น เป็นที่ยอมรับ เราก็พยายามสร้างตรงนี้ โดยให้อาจารย์สามารถดูแลนักศึกษาได้อย่างทั่วถึง เน้นเรื่องของคุณภาพสื่อการเรียนการสอน การเตรียมสอนของอาจารย์ อาจารย์ต้องมีงานวิจัยมาใช้ในการเรียนการสอน และประยุกต์ใช้ในบริการวิชาการ แล้วก็ต้องพานักศึกษาไปลงพื้นที่ บริการตามโรงเรียนท้องถิ่นต่างๆ ด้วย ไม่ใช่เรียนแค่เฉพาะในห้องเรียน เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสกับชุมชนท้องถิ่นตามศาสตร์ของเขา กิจกรรมจะเป็นเบ้าหลอม เสริมความรู้ทางวิชาการ เพื่อให้เขามีเจตคติที่ดีและมีทักษะทางวิชาชีพด้วย ไม่ใช่แค่รู้ แต่ทำงานไม่เป็น

 

  1. คุณสันทัด เจ็ดเสมียนใหม่ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์พลังราษฎร์ นายกสมาคมสื่อภูมิภาคสุราษฎร์ธานี

1487156316650

ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีบ้าง

ด้านการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ ก็ดูค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป โดยมากจะหนักไปในเชิงวิชาการ ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนก็รู้สึกว่าน้อยไปหน่อยครับ อยากให้ความสัมพันธ์กลับมาสนิทสนมดังเดิม

ในความรู้สึกของผม อยากให้บัณฑิตรุ่นใหม่ๆ มีความภาคภูมิใจในสถาบัน และภาคภูมิใจในตัวเองมากกว่านี้ เหมือนอย่างเช่นศิษย์เก่า โดยเฉพาะในยุคที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานียังเป็นวิทยาลัยครูที่พวกเขาภูมิใจในการเป็นบัณฑิตที่นี่มาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคนทั่วไปในสุราษฎร์ธานียังฝังใจว่าที่นี่คือวิทยาลัยครูอยู่ ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันมีหลากหลายคณะ หลายสาขาวิชา และผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกมาสู่ตลาดแรงงานได้เหมือนกัน

อยากเห็นมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเป็นอย่างไรในอนาคต

อยากเห็นมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีพัฒนาขึ้นอีก เป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ของท้องถิ่น อย่างเช่น ผู้ที่มาสมัครเรียนต้องรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเป็นตัวเลือกที่เขาอยากเข้าไปเรียนจริงๆ จบออกไปแล้วการันตีได้ว่าเขาเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีงานทำ ผมจึงอยากให้ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบ เป็นมหาวิทยาลัยของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างแท้จริง

 

  1. คุณวิรัตน์ รัตนภิรมย์ หัวหน้าตำรวจมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

3.wirat-edit

ทำงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีมานานแค่ไหน และรู้สึกอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

ผมทำงานที่นี่มา40 ปีแล้วครับ ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีปัญหา คือ ผมเป็นตำรวจมหาวิทยาลัยแต่ว่าแทนที่จะสามารถจับ ปรับ ล็อคล้อรถคนที่กระทำความผิด เช่น ไม่สวมหมวกกันน็อค ซ้อนสาม หรือจอดในที่ห้ามจอด ผมก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ จึงอยากให้คณะผู้บริหารใหม่ของมหาวิทยาลัยทราบและช่วยแก้ไขปัญหาานี้ครับ เมื่อก่อนมหาวิทยาลัยของเราเป็นตัวอย่างในการจัดระบบจราจรของจังหวัดสุราษฎร์ธานีเลยนะครับ ขนาดตำรวจจราจรในเมืองเขายังมาดูงานของเราที่นี่ แล้วชมว่าระบบของเราเป๊ะจริงๆ และยังนำระบบของเราไปทำตามด้วยครับ

ในอนาคตมีความคาดหวังอะไรจากมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยและกฎระเบียบจราจร

ผมคาดหวังว่าต่อไปเราจะสามารถใช้กฎระเบียบได้เข้มข้นกว่านี้ คือระเบียบเป็นระเบียบ กฎเป็นกฎ เรามีอำนาจเต็มที่ สามารถจัดระบบได้อย่างเข้มแข็ง เราอยู่ในสังคมที่มีคนมากมายเป็นหมื่นคน ถ้าเราไม่มีระเบียบที่เข้มงวด นักศึกษาไม่เชื่อฟัง ก็จะส่งผลให้มีปัญหาเกิดขึ้นมากมายครับ

อยากให้มหาวิทยาลัยสร้างความสัมพันธ์อย่างไรกับชุมชนรอบข้าง

แต่ก่อนมหาวิทยาลัยของเราจะมีความเข้าถึงชุมชน ทำกิจกรรมร่วมกับชาวบ้าน เช่น วันสงกรานต์ก็มีการเชิญผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนรอบข้างมารดน้ำดำหัว มีการตักบาตร มีการร่วมไปทอดกฐินที่วัดใกล้ๆ ร่วมกัน ที่ผ่านมาก็อาจจะมีบ้าง แต่บางทีเขาไปที่วัดไกลๆ ซึ่งไม่ได้พึ่งพากันเท่าไหร่ ก็อยากจะให้ทำกิจกรรมกันในละแวกชุมชนตรงนี้มากกว่า สะดวกกว่า และไม่ต้องไปรบกวนของใช้จากทางวัดเหล่านั้นด้วยครับ

 

  1. คุณเพลินพิศ กาฬผล เจ้าของร้าน ปกบัณฑิตการพิมพ์

4-plernpit01

เปิดร้านมานานแค่ไหน และมีความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีอย่างไร

เปิดร้านที่นี่มาประมาณ 3 ปีแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้จะรับงานในเว็บไซต์ เป็นธุรกิจหลักของครอบครัว แต่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย เราไม่รู้จักใครเลย ไม่เคยเกี่ยวข้อง ไม่เคยเข้าไปสอบถามข้างในเลยค่ะว่ามีร้านเอกสารกี่ร้าน มีพรินเตอร์กี่เครื่อง ไม่เคยรู้เลยค่ะ

มีอะไรที่อยากให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยเหลือบ้าง

เรื่องการเปิดเทอม ปิดเทอม บางครั้งก็สับสนปฏิทินของมหาวิทยาลัยค่ะ นอกจากนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้ต้องการความช่วยเหลืออะไรมากมาย แต่ถ้าเป็นไปได้ ไม่อยากให้ทำการค้าข้างในมหาวิทยาลัย ร้านเราอาจจะอยู่ได้ก็จริง เพราะเราพิมพ์ปกใบประกาศนียบัตรเป็นหลัก เราเป็นเจ้าเดียวในสุราษฎร์ธานีที่ปั๊มทองลงบนผ้าได้ และส่วนมากได้ออร์เดอร์จากงานต่างจังหวัด เรายืนด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ร้านถ่ายเอกสารข้างนอกเจ้าอื่นๆ เขาอยู่ไม่ได้ เนื่องจากโดนร้านข้างในมหาวิทยาลัยตัดราคา แม้ว่าร้านข้างนอกเหล่านั้นจะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับเรา แต่เราไม่ได้เป็นศัตรูกัน ก็เลยขอให้ทางมหาวิทยาลัยให้ความเป็นธรรม ทำอะไรตรงไปตรงมา เท่านั้นเอง ถ้าทำธุรกิจตรงไปตรงมา ร้านของใครจะอยู่รอด ก็ให้อยู่ที่ฝีมือของแต่ละคนค่ะ

 

  1. ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข คณบดีคณะครุศาสตร์

5-dr bunjong

อาจารย์ตั้งเข็มทิศของคณะครุศาสตร์ไว้อย่างไร เพื่อจะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกมาพัฒนาชุมชนได้

โดยหลักการแล้ว หน้าที่ของคณะครุศาสตร์คือค้นหาคนที่มีความตั้งใจ เป็นคนเก่ง และเป็นคนดี เพื่อที่จะมาเรียนวิชาชีพครู แนวคิดในการผลิตครูของเราคือ “สร้างสรรค์องค์ความรู้ ผลิตครูมืออาชีพ” นโยบายของผมจริงๆ แล้วผมนำเอาหลัก “อิทธิบาท 4” ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ทำให้งานสำเร็จ มาปรับใช้ ก็คือ “3 ดี 4 ใจ”

3 ดี ได้แก่

1.input ต้องดี คือ ค้นหาคนที่มีความตั้งใจจริงว่าในชีวิตนี้เขาอยากจะเป็นครู นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยโรงเรียนที่ส่งเด็กมาเข้าเรียนต้องการันตีว่าเด็กคนนี้มีพื้นฐานของความเป็นมนุษย์สูง เป็นผู้ที่มีจิตสาธารณะ เห็นแก่ส่วนรวม ส่วนความเก่ง เราก็ต้องดูจากผลการเรียน คุณสมบัติคือต้องได้เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 ในวิชาเอก และโดยเฉลี่ยรวมต้องไม่น้อยกว่า 2.75 ถ้าคุณไม่มีคุณสมบัตินี้ก็ถือว่าไม่ผ่าน

2.process ต้องดี คือกระบวนการการเรียน การสอน การฝึกวิชาชีพต้องอยู่ในระดับดีทั้งหมด เช่น มีครูบาอาจารย์ที่มีวุฒิการศึกษาที่ตรงตามสาขาวิชาที่เปิดสอน มีความรู้ ประสบการณ์การสอน เป็นแม่แบบที่ดี

3.output – outcome ดี คือได้ครูดี ตามที่เราตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน คือมีความรู้ดี สอนดี เป็นที่พึงประสงค์ของสังคม ไปอยู่โรงเรียนไหนก็มีคนรัก

จาก 3 ดี นี้ ผมก็จะขับเคลื่อนโดยยุทธศาสตร์ 4 ใจ คือ

1.พอใจ ทุกคนพอใจในหน้าที่ หรือ “ฉันทะ” เช่น ครูมีความพอใจในวิชาที่เขาจะสอน ค่าตอบแทน และสวัสดิการที่เขาได้รับ ขณะเดียวกัน ผู้เรียนก็ต้องพอใจในวิชาที่เขาจะเรียน ถ้าเด็กชอบคณิตศาสตร์ก็ต้องให้เขาได้เรียนคณิตศาสตร์ ไม่ใช่อะไรก็ได้ ขอแค่ให้ได้เรียนไว้ก่อน อะไรก็ตามที่เริ่มจากความชอบ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีสูง

2.ตั้งใจ หรือ “วิริยะ” ทุกคนในองค์กรต้องมีความมุ่งมั่น ครูต้องตั้งใจในการสอน ทำวิจัย เรียนต่อปริญญาเอก เพื่อนำความรู้ใหม่ๆ มาต่อยอด ผู้เรียนต้องตั้งใจเรียนอย่างขยันขันแข็ง เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย

3.ร่วมแรงร่วมใจ หรือ “จิตตะ” กระบวนการผลิตครูนั้นมี 2 ส่วน คือ สอนตามหลักสูตร จากนั้นก็ส่งไปตามเครือข่ายโรงเรียนต่างๆ ทั้งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดใกล้เคียง ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของเราอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของสถานศึกษาและชุมชนเหล่านี้ที่จะต้องช่วยกันด้วย ต้องหาศึกษานิเทศก์เก่งๆ ครูเก่งๆ ครูดีเด่นมาช่วย ซึ่งตรงนี้มาจากนโยบาย “ผู้ใช้ร่วมผลิต” ที่ผมตั้งขึ้นมา แล้วเราก็จะได้ครูแบบที่โรงเรียนต้องการ

4.มั่นใจ หรือ “วิมังสา” คือ เราต้องมีระบบประกันคุภาพที่เข้มข้น มีการทดสอบ ตรวจสอบแล้ว ตรวจสอบอีก อะไรมันผิดพลาดก็แก้ไข จนเกิดความมั่นใจทั้งฝ่ายคณะครุศาสตร์ และตัวบัณฑิตเองที่จบไปแล้วสามารถภาคภูมิใจได้ว่าเขาคือศิษย์ของราชภัฏ จะไปสอนที่ไหนก็ได้ ไม่อายใคร

สุดท้ายแล้ว เราจะกำหนดอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะครุศาสตร์ว่า “เป็นครูที่รู้จริง ทำได้” คือ มีความรู้ มีประสบการณ์ สามารถแปลงศาสตร์การสอนไปสู่การปฏิบัติได้

จะสานต่อนโยบายกับอธิการบดีคนใหม่อย่างไร เพื่อให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีกลับมาติด top five ของราชภัฏอีกครั้ง

ในการแสดงวิสัยทัศน์ของอธิการบดีคนใหม่นั้น ท่านได้บอกไว้ชัดเจนว่าจะพัฒนา “สถาบันพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา” ซึ่งก่อนหน้านี้จะขึ้นตรงกับคณะครุศาสตร์ แต่ต่อจากนี้จะขึ้นตรงต่ออธิการบดีเลย เพราะเดิมมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีของเราคือวิทยาลัยครู เราต้องไม่ลืมที่มาของเรา เราต้องทำให้ครุศาสตร์โดดเด่นเป็นที่พึ่งของสังคมได้ตลอดเวลา นอกจากผลิตครูแล้ว เราต้องพัฒนาครูประจำการด้วย ซึ่งกระบวนการนั้นไม่จำเป็นต้องมาเรียนที่นี่ แต่สามารถนั่งเรียนด้วยโปรแกรมที่ไหนก็ได้ แล้วเราต้องติดตามผลบัณฑิตที่จบไปอย่างน้อย 3-5 ปี เหมือนบริการหลังการขาย ดูว่าเขาสอบบรรจุได้กี่คน ไปอยู่ในโรงเรียนแล้วเป็นอย่างไร แล้วนำผลกลับมาวิเคราะห์กัน เพื่อวางแผนและแก้ปัญหาต่อไป

สุดท้ายนี้ ผมมีความเชื่อว่า ประเทศชาติจะพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดด้วยคุณภาพของครู เพราะครูคือผู้สร้าง ครูคือวิศวกรผู้ออกแบบสังคม ครูเป็นอย่างไร ประชาชนเป็นอย่างนั้น ถ้าครูดี รับรองว่าประเทศชาติต้องพัฒนาแน่นอน

Be Sociable, Share!
error: Content is protected !!