ประกิต ประสิทธิ์ศุภผล กูรูโลจิสติกส์แห่งลุ่มน้ำตาปี

ประกิต ประสิทธิ์ศุภผล กูรูโลจิสติกส์แห่งลุ่มน้ำตาปี

ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์เครือเพชรศรีวิชัย, กลุ่มธุรกิจโรงงานผลิตน้ำมันไบโอดีเซล บริษัท นิวไบโอดีเซล จำกัด, กลุ่มธุรกิจท่าเรือและคลังสินค้า บริษัท พี.เค.มารีนเทรดดิ้ง จำกัด, กลุ่มธุรกิจ สวนปาล์มน้ำมัน บริษัท ศรีวิชัยปาล์ม จำกัด, กลุ่มธุรกิจเทรดดิ้ง บริษัท ปาโก้ เทรดดิ้ง จำกัด 

 

ขอทราบประวัติความเป็นมาและการศึกษาก่อนที่จะมาอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเบื้องต้นเป็นมาอย่างไร?

พื้นเพเดิมทางครอบครัวของผมคุณพ่อทำการเกษตร ปลูกผักและสวนพูล อยู่ที่หมู่บ้านคั่นกะได ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางด้านการศึกษาเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนหมู่บ้านคั่นกะได   มัธยมต้นเรียนจบที่ โรงเรียนประจวบวิทยาลัย และได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่สถาบันช่างกลพระนครเหนือและโรงเรียนพาณิชย์สันติราษฎร์ กรุงเทพมหานคร  ปี 2552 จบระดับปริญญาตรี  คณะบริหารธุรกิจ  ปริญญาโท  บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต  ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี

ได้โยกย้ายมาจังหวัดสุราษฎร์ธานีและทำธุรกิจอะไรบ้าง?

ปี  2518 เริ่มมาอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี   ขายน้ำมันดีเซลปั๊มหลอดแก้วให้แก่เรือประมง  อยู่บริเวณริมแม่น้ำตาปี  ระหว่าง ปี2523-2526 ไปรับซื้อแร่ที่ตำบลน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา  สลับกับขายน้ำมันให้เรือที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี   กระทั่งปี 2527 ได้กลับมาอยู่ที่สุราษฎร์ธานีอีกครั้งหนึ่ง ก็มาเริ่มงานการขนส่งน้ำมันพืช   เริ่มด้วยการซื้อรถบรรทุกน้ำมันคันแรก เป็นรถมือสองที่ผ่านการใช้งานมาแล้วประมาณ 3 ปี  ขนาด บรรจุ 15,000 ลิตร  ราคาประมาณ  400,000 บาท    มาใช้ ขนส่งน้ำมันมะพร้าว  จากสุราษฎร์ธานีปลายทางที่กรุงเทพมหานคร ขากลับบรรทุกน้ำมันดีเซล  จากคลังน้ำมันน้ำมันเชื้อเพลิง  แถวช่องนนทรี   และศรีราชา  ในเบื้องต้นก็ขายน้ำมันดีเซลให้แก่เรือประมงที่ปั๊มลอยน้ำของเราเอง  ช่วงหลังมีการขนส่งมากขึ้นๆ และบางครั้งก็เกิดความไม่พอดีระหว่างน้ำมันปาล์มที่ขนไปกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนกลับมา    จึงคิดว่าน่าจะขายส่งด้วยแทนที่จะขายเฉพาะที่หน้าปั๊มอย่างเดียว ซึ่งขายเดือนหนึ่งประมาณ 20,000ถึง 30,000 ลิตร  เนื่องจากเห็นแล้วว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะขายส่งได้ เพราะมีส่วนต่างของราคาน้ำมันหน้าคลังกรุงเทพมหานคร และ หน้าคลังสุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะนั้นห่างกันประมาณลิตรละ 40 สตางค์   ค่าขนส่งน้ำมันกลับก็ไม่มี  เนื่องจาก เราคิดค่าขนส่งจากต้นทางเที่ยวไปแล้ว   เมื่อมองเห็นหนทางที่จะทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น  เราก็คิดหาลูกค้า  แต่ เราคงไม่ไปเอาลูกค้าของปั้มริมน้ำด้วยกัน  คิดว่าถ้าชักชวนเจ้าของปั๊ม ซึ่งตอนนั้นมีอยู่ประมาณ 13  ปั๊ม  มาเป็นลูกค้าของเรา  คงจะดีกว่า   จึงเข้าไปคุยกับ เจ้าของปั๊มริมน้ำเหล่านี้   โดยเปรียบเทียบว่า ถ้าเรามียอดขายรวมกันมากๆ  เราจะสามารถซื้อน้ำมันในราคาต่ำได้    แต่ถ้าไม่มีใครเอาด้วย เราจำเป็นจะต้องนำน้ำมันจากกรุงเทพฯ มาขายปลีกในราคาต่ำกว่าปั๊มอื่น  เพราะ ผู้ขาย บริษัท ส.สุวรรณ  จำกัด โดย คุณสมบัติ หอมสุวรรณ  ซึ่งเป็น  JOBBER  (ตัวแทนรายใหญ่) ของ คลัง ป.ต.ท เอสโซ่  และคาลเท็กซ์   สนับสนุน  โดยกำหนดราคาจากปริมาณการซื้อสูง   เราจำเป็นต้องนำมาขาย ในราคาต่ำกว่า   ก็จะทำให้เกิดการแข่งขัน  ตัดราคากันเอง จะโทษกันก็ไม่ได้    ซึ่งบางปั๊มก็บอกว่าไม่เป็นไร ให้เราไปขาย    แต่มีเจ้าของปั๊มประมาณ 7-8 ปั๊ม ที่เห็นด้วยและมาร่วมกับเรา  ทำให้ยอดซื้อของเราเพิ่มมากขึ้น  เป็นโอกาสให้เราสร้างอำนาจในการต่อรองราคากับบริษัทที่ซัพพลายน้ำมันให้เราได้  เมื่อตัวเลขเรามากขึ้นเราก็ต่อรองราคาได้มากขึ้นตามไปด้วย   ปริมาณการซื้อสูง   ราคาก็ถูกลง  ต้นทุนค่าขนส่งก็ไม่มี  ทำให้เจ้าของปั๊มที่ไม่เข้าร่วมและต้องไปซื้อน้ำมันเอง  ซื้อน้ำมันแพงกว่าที่จะมาซื้อน้ำมันจากเราไปขาย  สุดท้ายเจ้าของปั๊มเหล่านั้นก็หันมาซื้อน้ำมันจากเรา   ทำให้เราโตขึ้น  ซึ่ง ตอนนั้นเราใช้ชื่อ “ ห้างหุ้นส่วนจำกัด  กิจทวีวัฒน์”  ในการทำธุรกิจซื้อ-ขายน้ำมันเชื้อเพลิง


ประกิต ประสิทธิ์ศุภผล

 

ได้ก้าวไปทำธุรกิจในระดับประเทศได้อย่างไร?

ประมาณปี 2526  ภายหลังเกิดวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลน  พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี  ได้เปิดโอกาสให้ แก่ผู้ใดที่เป็นผู้ค้าน้ำมันที่มียอดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรวมกันได้ปีละ  120,000,000 ลิตร  เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ สามารถขออนุญาตนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ  เข้ามาเสียภาษีในประเทศได้  และเรามีคุณสมบัติตามที่รัฐบาลกำหนด  ก็เลยร่วม กับพี่ชาย  เฮียพรชัย (คุณพรชัยเหลืองกำธร  ประธานกลุ่มบริษัท  พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด)ไปขอใบอนุญาตเป็นผู้นำเข้าน้ำมันตามมาตรา 7(สมัยนั้นเป็น มาตรา 6 ) โดยได้นำเข้าน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์  นำเข้ามาเสียภาษีในประเทศ   ใช้คลังน้ำมันในสุราษฎร์ธานีเป็นฐานในการกระจายสินค้าสู่ภาคใต้  ขณะที่ทำธุรกิจนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศประมาณ 5-6 ปี  จนธุรกิจเราโต มากขึ้น   ก็เลยคุยกับพี่ชาย  ให้รับผิดชอบเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง   ตัวผมรับผิดชอบเรื่องน้ำมันปาล์ม  เพราะธุรกิจการขนส่งน้ำมันปาล์ม เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น จากเดิมที่เราขนส่งเฉพาะน้ำมันมะพร้าวปีหนึ่ง มีงานประมาณ 3 – 4 เดือน   ก็เริ่มมีงานขนส่งน้ำมันปาล์ม เพราะได้รับโอกาส จาก  คุณบุญชัย  พงษ์เภตรา  และ คุณธนรักษ์ พงษ์เภตรา  บริษัท  ทักษิณปาล์ม (2521 ) จำกัดให้ผมเข้าขนส่งน้ำมันปาล์มดิบ จากโรงงานที่ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปส่งโรงสกัดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล    ปี2527 จึงตั้ง   บริษัท เพชรศรีวิชัย  จำกัด ขึ้นเพื่อดำเนินการเรื่องการขนส่งทางบก   รูปแบบการขนส่งยังคงเดิมคือขาไปบรรทุกน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์มไป ขากลับบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมา  ด้วยปริมาณการขนส่งที่เพิ่มมากขึ้นน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำกลับมาก็มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น  จำเป็นต้องหาตลาดเพิ่มจากเดิมที่เคยขายเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช  จังหวัดตรัง     ก็เริ่ม ติดต่อลูกค้ารายทางตั้งแต่เขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เรื่อยไปจนถึงจังหวัดยะลา  มียอดขายต่อเดือน 15,000,000 –  20,000,000 ลิตร  ให้ บริษัท เซ้าท์ออยล์ทรานสปอร์ต (1987)  จำกัด เป็นผู้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับลูกค้าขายส่งทั่วไป

ปัจจุบันเรามีรถเทรลเลอร์ (Semi-Trailler )บรรทุกน้ำมันปาล์ม ขนาดความจุ  40,000ลิตร  กว่า 100คัน  รองรับการขนส่ง ได้กว่าปีละ 600,000 ตัน  ทำธุรกิจการขนส่งอย่างเต็มรูปแบบ   ใช้ประโยชน์จากเครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพ   นำเรือขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง จากประเทศสิงคโปร์   มาขนส่งน้ำมันปาล์มแทนและต่อยอดธุรกิจโดยซื้อเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่ม   ปัจจุบันมีเรือ 6 ลำ   ตั้ง  บริษัท  พี.ซี.มารีน (1992)  จำกัด  มาดำเนินการขนส่งทางเรือ   รับขนส่งน้ำมันปาล์ม ทั้งในและต่างประเทศ   เมื่อการขนส่งทางเรือขยายเพิ่มมากขึ้น   จึงสร้าง  คลังเก็บน้ำมันปาล์มและท่าเทียบเรือ 2 แห่ง  ตั้งบริษัท  พี.เค.มารีนเทรดดิ้ง จำกัด  มาดำเนินธุรกิจ  แห่งที่หนึ่ง   ตั้งอยู่ที่  คลองท่าทอง  อำเภอเมือง  จังหวัดสุราษฎร์ธานี   หน้าคลองกว้างประมาณ 250เมตร  ความลึกหน้าท่าที่น้ำขึ้นสูงสุดประมาณ 8 เมตร น้ำลงต่ำสุดที่ 5 เมตร  มีพื้นที่เป็นโกดังกว่า 30,000ตารางเมตร และพื้นที่ทั่วไปขยายต่อไปอีกประมาณ 300 ไร่  แห่งที่สอง  ตั้งอยู่ที่  อำเภอบางปะกง  จังหวัดฉะเชิงเทรา  รวม  2   แห่ง  สามารถจัดเก็บน้ำมันปาล์มได้กว่า  120,000 ตันและขยายเพิ่มต่ออีก 30,000 ตัน รวมเป็น 150,000 ตัน   และก่อตั้ง  บริษัท ปาโก้เทรดดิ้ง จำกัด ขึ้นมาเพื่อซื้อ-ขายและส่งออกน้ำมันปาล์มทั้งในและต่างประเทศ    สร้างสวนปาล์มน้ำมัน  ภายใต้ชื่อ บริษัท ศรีวิชัยปาล์ม  จำกัด  ปัจจุบันมีสวนปาล์ม ประมาณ 20,000ไร่   ธุรกิจยังคงขยายอย่างต่อเนื่อง   จึงร่วมหุ้นกับนักธุรกิจชาวมาเลเซีย สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ชื่อ บริษัท กรีนกลอรี  จำกัด  มีกำลังการผลิต 100 ตันต่อชั่วโมง ปีหนึ่งผลิตได้ 500,000 ตัน  โรงงานตั้งอยู่ที่ตำบล เสวียด  อำเภอท่าฉาง  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  และจากผลของการทำโรงสกัดน้ำมันปาล์ม  มีวัสดุที่เหลือจากการผลิตน้ำมันปาล์ม  ซึ่งได้แก่ กาก  กะลา เยื่อ และ ทลายปาล์ม ที่สามารถนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงได้   เราจึงตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลจากปาล์ม กำลังการผลิต 10 MKW ขึ้นมาผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย      ต่อมาปี 2549   เราได้ก่อสร้างโรงงานผลิตไบโอดีเซลบี100   ชื่อ  บริษัท นิวไบโอดีเซล  จำกัด    สามารถผลิตน้ำมันได้ 450 ตันต่อวัน  แยกเป็นน้ำมันไบโอดีเซลบี100   วันละ 250 ตัน  หรือ  275,000  ลิตร และน้ำมันเพื่อการบริโภค 200 ตันต่อวัน  และกำลังขยายเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ น้ำมันไบโอดีเซลบี100 เป็นวันละ 650 ตันต่อวัน  น้ำมันเพื่อการบริโภค 400  ตันต่อวัน

ประกิต ประสิทธิ์ศุภผล

 

โรงงานไบโอดีเซล มีความสำคัญและมีความภูมิใจอย่างไร ?

โรงงานนิวไบโอดีเซล  ก่อตั้งขึ้น เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยใช้พลังงานทดแทนที่สามารถผลิต  จากวัตถุดิบในท้องถิ่นได้อย่างมีศักยภาพ   รวมถึงการส่งเสริม เพิ่มรายได้  และสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ได้มีแหล่งรองรับการขายผลผลิต     สังเกตได้จากข้อมูลจากกรมการค้าภายใน ซึ่งแต่เดิมในปี 2550  ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ  2,600,000ไร่  ได้ผลผลิตประมาณ 6,200,000 ตัน  ผลิตเป็นน้ำมันได้ 1, 000,000  ตัน   ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกน้ำมัน  3,700,000 ไร่  ได้ผลผลิต ประมาณ 10,500,000 ตัน ผลิตเป็นน้ำมันได้ 1,800,000 ตัน  แบ่งเป็น  บริโภคในประเทศ 1,000,00 ตัน   ผลิตไบโอดีเซล   เมทิลเอสเตอร์ (B100) 450,000 ตัน  ส่งออก 350,000  ตัน  และคาดว่าในปี 2555 นี้  พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน จะมีมากขึ้นกว่า 4,000,000ไร่ ผลผลิตจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 11,000,000 ตัน ผลิตเป็นน้ำมันได้  2,000,000 ตัน   ปัจจุบันโรงงานนิวไบโอดีเซล   เป็นผู้ผลิตไบโอดีเซลบี100  ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้  สามารถ Supply วัตถุดิบให้ กับบริษัท major oil ของ ประเทศไทย  อาทิ  เชลล์, เอสโซ่, ปตท. ฯ  คลังในเขตภาคใต้และกรุงเทพมหานคร   เนื่องจากเราผลิตโดยใช้เทคโนโลยีมาตรฐานจากอเมริกา  เยอรมัน และได้รับการรับรองมาตรฐานของยุโรปจากกรมธุรกิจพลังงาน (EN14214)

ความภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาทำโรงงานไบโอดีเซล  เพราะโครงการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล  เป็นหนึ่งในโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งเท่ากับเราได้ทำงานสนองพระเดชพระคุณของพระองค์ท่าน   ได้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มให้มีแหล่งขายผลิตผลได้อย่างไม่จำกัดจำนวน    ช่วยเศรษฐกิจของประเทศ ส่งออกน้ำมันที่เหลือจากการบริโภคภายในประเทศ  ไปขายต่างประเทศ  นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาปีละหลาย 1,000  ล้านบาท  และลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง มาใช้ ไบโอดีเซลบี100 ผสมแทนอย่างน้อย 2.5%  ถึ  4.5 %  ของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้หมุนเวียนในประเทศ ทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

19-Ex-8

การทำธุรกิจหลายด้านทำการบริหารงานและยึดหลักการอย่างไร?

แต่ละธุรกิจของบริษัท เรามีพนักงานระดับสูง ที่มีความรู้  มีความชำนาญ   มีประสบการณ์เฉพาะด้าน เพราะทำงานกับเรามานาน  บางคนจะอยู่ตั้งแต่เริ่มต้น ประมาณ ปี 2522   งานที่รับผิดชอบเป็นงานประจำ    กรณีมีปัญหาจะใช้วีธีโทรมาปรึกษา  เรามี  Center   ที่เป็นศูนย์กลางการบริหาร   ในหนึ่งสัปดาห์ ระดับหัวหน้างานจะเข้ามาประชุมกันหนึ่งครั้ง   เป็น มอร์นิ่งทอล์ค   ร่วมหารือ เกี่ยวกับปัญหาของงาน เช่น ใครมีปัญหาอะไร   ความคืบหน้าของงานอยู่ในขั้นไหน    งานที่สั่งไปปฎิบัติแล้วมีปัญหาอย่างไร    มีอะไรที่ต้องกลับมาแก้ไข   เหล่านี้เป็นต้น

โดยหลักๆของการบริหาร ส่วนใหญ่เราจะเน้น  การบริหารคน  การบริหารเวลา และ การบริหารงาน เรา ใช้ข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ  ดังนั้นในแต่ละวันช่วงเช้าก็จะลงมาดูแลงานด้านเอกสาร   ส่วนช่วงบ่ายๆก็จะออกไปตามไซด์งาน เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยในสิ่งที่เราสั่งงาน และมอบหมายให้หัวหน้างานไป  ว่าเป็นอย่างไรบ้าง  ตรงตามที่เราสั่งงานไปหรือไม่  ถ้าไม่ตรงก็สั่งให้แก้ไขเพื่อให้ตรงกับที่เราต้องการ จากธุรกิจต่างๆ ที่ทำอยู่  ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ห่างกันไม่เกิน 50 กิโลเมตร    สวนปาล์มจะอยู่โดยรอบๆ  ก็แวะไปตรวจเยี่ยมในวันเสาร์อาทิตย์ไปดูความเรียบร้อย

การทำงานมากว่า 38 ปี มองภาพกว้างทางด้านโลจิสติกส์ประเทศไทยเป็นอย่างไร?

โลจิสติกส์ ในด้านต่างประเทศของเราค่อนข้างดีเพราะความได้เปรียบทางภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ท่าเรือมาบตาพุดหรือท่าเรือแหลมฉบังก็สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้  แต่ถ้าเป็นภายในประเทศยังประสบปัญหาค่อนข้างมาก เนื่องจากการที่จะทำให้เรือบรรทุกสินค้าแล่นไปตามจังหวัดต่างๆในภูมิภาค  ก็ยังเกิดปัญหาประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งแม่น้ำลำคลอง ที่ต้องทำมาหากินตามชายทะเล ประกอบอาชีพการประมง  ได้รับผลกระทบ หากว่าเราต้องไปปรับปรุงร่องน้ำให้ลึกขึ้น ก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประชาชนตามชายฝั่ง   ถ้าประเทศไทยเรา สามารถทำระบบโลจิสติกส์ได้เต็มรูปแบบ จะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้ทั้งระบบ  แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการ จะต้องคำนึงถึงอุปสรรคทางธรรมชาติ  สร้างอุปกรณ์  เครื่องมือ   ให้สอดคล้องและอิงธรรมชาติให้มากที่สุด   เช่น เรือขนส่งน้ำมันปาล์มหรือสินค้าทั่วไป  ใช้เส้นทางใน แม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำจังหวัดสมุทรปราการ  ตลอดไปจนถึง จังหวัดอยุธยา  จะพบว่าสะพานที่พาดข้ามแม่น้ำมีระดับความสูงไม่มาก กีดขวางทางเดินเรือ  ทางเราจึงต้องสร้างเรือที่สามารถลดระดับความสูงของกระโดงเรือได้  เพื่อจะได้ลอดผ่านสะพานไปได้    เพราะการไปแก้ไขธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องยาก และมีผลกระทบต่างๆ  มากมาย

จากผลการวิจัยของหน่วยงานต่างๆ พบว่าระบบ Logistics  ของประเทศไทย คิดเป็น 18-20% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)  แต่ของประเทศอื่น   เช่น  ประเทศญี่ปุ่น และอเมริกา   คิดเป็น 7-8% ของ GDP ภายในประเทศนั้น  หากเปรียบเทียบกันแล้วนับว่า Logistics ของประเทศเราอยู่ในระดับที่สูงมาก

 

ขอบเขตเส้นทางเดินเรือของบริษัทสามารถเดินทางไปถึงที่ไหนบ้าง?

ตอนนี้ถ้าเป็นเรือบรรทุกน้ำมันก็เดินทางไปประเทศเวียดนาม เขมร พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและอินโดนีเซียฝั่งตะวันตก ส่วนเรือบรรทุกสินค้าจะวิ่งอยู่เฉพาะภายในประเทศ ซึ่งขณะนี้เรามีอยู่ 3 ลำ และก็กำลังต่อขนาด 2,000 ตันอีก 2 ลำ แล่นอยู่ในประเทศ       ก็ตั้งแต่ร่องน้ำเจ้าพระยา   ไปถึงอำเภอวังแดง  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  มาถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี  โดยใช้จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นศูนย์กระจายสินค้า ทางท่าเรือของบริษัท พี.เค.มารีนเทรดดิ้ง จำกัด สามารถขนส่งสินค้าได้ปีละ 1,200,000 ตัน โดยมีบริษัทต่างๆ มาใช้บริการที่ท่าเรือกว่า 900,000  ตัน และมีบริษัทในเครือซิเมนต์ไทยโลจิสติกส์ก็มาใช้ที่ท่าเรือขนวัสดุต่างๆจากกรุงเทพฯเข้ามาที่ท่าเรือเรา ทำเป็นศูนย์กระจายสินค้า ในอนาคตอันใกล้นี้ทางเทสโก้โลตัสจะมาทำที่นี่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสู่ภาคใต้ตอนล่าง ภาคใต้ตอนบนซึ่งก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดเก็บ การขนส่ง ก็จะได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีภายใน2-3 เดือนข้างหน้านี้   ส่วนในลักษณะของการขนส่งของเหลว   จากสภาพที่ตั้งของโรงงานส่วนใหญ่   จะตั้งอยู่ห่างจากท่าน้ำ   เรือไม่สามารถเข้าไปส่งสินค้าถึงที่ได้   เราก็จะใช้วิธี   มัลติโมเดลทรานสปอร์ต ( Multi – Model  Transport )   คือ  การผสมผสาน ระหว่างทางบก  ทางน้ำ  ทางคลัง  ทางท่อ  ขนส่งน้ำมันของลูกค้าจากแหล่งผลิตต้นทางที่จังหวัดกระบี่ มาเก็บไว้ที่คลังของเราที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี  หลังจากนั้น เราจะโหลดน้ำมันจากคลังใส่เรือ  เดินทางไปขึ้นถังเก็บที่คลังบางปะกง  ต่อจากนั้นเราก็ใช้รถบรรทุกขนส่งไปให้ลูกค้าในกรุงเทพฯและปริมณฑลหรือจังหวัดใกล้เคียง เช่นปทุมธานี  สมุทรสาคร  สมุทรปราการ

ประกิต ประสิทธิ์ศุภผล

มุมมองในระบบโลจิสติกส์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นอย่างไรบ้าง?

แนวทางที่ผมเดิน ผมพยายามขยายทางเรือ เพื่อให้ขนส่งทางน้ำได้มากขึ้น การขนส่งสินค้าบางชนิดถ้าเราใช้   เรือไลท์เตอร์หรือเรือเอี้ยมจุ้นก็คงไม่ได้ เพราะหากว่าทะเลมีคลื่นลมแรง   มีคลื่นสูงประมาณ 1-2 เมตรเรือเหล่านี้จะวิ่งไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรือยนต์ คลื่นลมค่อนข้างแรง ก็ยังสามารถวิ่งได้  ผมเลยคิดว่าจะขยายไปทางเรือยนต์ เพื่อจะขนสินค้าที่ค่อนข้างมีมูลค่า แต่สินค้าที่ไม่ค่อยมีมูลค่า ไม่ค่อยเสียหายและไม่ต้องเร่งด่วนก็ให้มาทางเรือไลท์เตอร์ ซึ่งเรือนี้ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 วัน แต่ถ้าเรือยนต์ใช้เวลาเพียง 1วันครึ่งเท่านั้น

ผมคิดอยู่เสมอว่าสินค้าจากแหล่งผลิต ในเขตกรุงเทพมหานคร   อยุธยา  หรือปทุมธานี  หากสต๊อกไว้ที่โรงงาน   ต้นทุนเรื่องที่ดิน  ค่าการก่อสร้าง  ไม่น่าจะถูกกว่าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี    ฉะนั้นผมจึงพยายามโน้มน้าวชักจูงให้ผู้ผลิตเอาสินค้าเหล่านี้มาสต็อกไว้ที่สุราษฎร์ธานี  ใช้การขนส่งทางเรือ    โดยเรามีหน้าที่  ปรับปรุงระบบการขนส่งให้มีความสะดวก รวดเร็ว เรือสามารถออกจากท่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ทุกวัน  อย่างน้อยวันละ 1 ลำ  เซ็ตโมเดล  จัดเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์   จัดเตรียมสถานที่ คลังสินค้า  เพื่อจะได้ขนส่งสินค้าและจัดเก็บสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง  ทางเราก็ทำ พุดอิน พุดเอ้าท์ ไปเรื่อยๆ ถ้าเกิดเราทำได้สำเร็จ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านโลจิสติกส์อย่างมาก  ต่อไปบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มากขึ้น   เพราะ ต้นทุนสินค้าถูกกว่า    ผู้บริโภคได้มีทางเลือกในการบริโภคสินค้าที่ถูกกว่า

ในอนาคตอยากให้ โลจิสติกส์ พัฒนาไปในทิศทางใด ?

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า  ระบบโลจิสติกส์    ของประเทศเรา ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ  เราจึงควรจะพัฒนาและส่งเสริมให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม  โดยผมมองว่า   วิธีการขนส่งแบบ Multi-Model  Transport   คือการขนส่งแบบผสมผสานระหว่างการขนส่งทางบก  ทางน้ำ  ทางท่อ  ผ่านคลังสินค้า เป็นวิธีการที่ให้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย   และจังหวัดสุราษฎร์ธานีน่าจะเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าสู่ภาคใต้ตอนบน และตอนล่าง   เพราะมีความพร้อมในทุกๆด้าน  ที่สำคัญเป็นแหล่งเชื่อมโยง  ระบบการขนส่งทางรถ  ทางน้ำ    ทางโรงรถไฟ  กับจังหวัดอื่นๆในภาคใต้   นอกจากนี้ มีคลังสินค้าที่เพียงพอ  มีท่าเรือที่ได้มาตรฐาน   และเราก็มีความพร้อม ที่จะให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ที่ครบวงจร  ในอนาคตอันใกล้นี้เรากำลังจะพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น   เราจึงพยายามผลักดันให้เกิดการขนส่งทางเรือที่เป็นมิติใหม่ เรียกว่า  ระบบเรือเมย์    คือเรือรับ-ส่งสินค้าที่วิ่งออกจากท่าเรือจังหวัดสุราษฏร์ธานี ไปยังจังหวัดแหล่งผลิตในเขตกรุงเทพมหานคร   ปทุมธานี   อยุธยา   โดยทุกๆวัน  เรือจะออกจากท่า วันละ 1 ลำ    เราจึง สั่งต่อเรือขนาด 2,000 ตัน เพิ่มอีก 10 ลำ เพื่อรองรับโครงการที่เซ็ตไว้  และเพื่อการพัฒนาธุรกิจของเราดัง ปณิธานที่ตั้งไว้   “สู่เป็นเลิศด้านขนส่ง  ซื่อตรงในบริการ  มาตรฐานคลังสินค้า  พัฒนาสู่ระบบครบวงจร”

19-Ex-6

การทำงานเชื่อมโยงกันของบริษัทในเครือเป็นอย่างไร?

บริษัท  เพชรศรีวิชัย จำกัด   ทำการขนส่งทางบก   บริษัท   พี.ซี.มารีน(1992) จำกัด   ทำการขนส่งทางน้ำ    บริษัท พี.เค.มารีน เทรดดิ้ง  จำกัด  ทำท่าเรือและคลังเก็บสินค้า   และ  บริษัท ปาโก้เทรดดิ้ง  จำกัด   เป็น เทรดเดอร์ (Trader) คือ    ซื้อมาขายไป  ตัวอย่าง  วันนี้ผมไปซื้อน้ำมันปาล์มมา 1,000 ตัน  ใช้บริษัทปาโก้เป็นผู้ซื้อ  เมื่อลูกค้าสั่งให้ไปรับ ก็ให้รถบรรทุกของ บริษัท เพชรศรีวิชัยไปขนส่ง  นำมา เก็บไว้ที่คลังบริษัท พี.เค ฯ  เป็นน้ำมันของบริษัทปาโก้ฯ   เป็นการเริ่มขนส่งทางบก   พอรถบรรทุกเริ่มทำงาน  คลังก็มีน้ำมันเก็บ    พรุ่งนี้เราขายน้ำมัน 1,000 ตันนี้ ไปกรุงเทพฯ   เราใช้เรือขนส่งน้ำมัน       จากคลังบริษัทพี.เค.ฯ สุราษฎร์ธานี  ไปขึ้นที่คลังบริษัท พี.เค.ฯ บางปะกง  เรือก็มีงานวิ่ง    ขณะที่เราขายน้ำมันที่กรุงเทพราคา 30 บาท  ถ้าเกิดผมเช็คราคาน้ำมันกับต่างประเทศแล้วคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนกับราคาต่างประเทศ   ได้ราคาเพิ่มเป็น  30.50 บาท  ผมก็เอาเรือที่วิ่งต่างประเทศเข้ามารับน้ำมันที่คลังไปขายในราคา 30.50 บาท   เปรียบเทียบกัน เราซื้อมา 1,000 ตัน ราคาอยู่ที่  30 บาท ขายส่งที่กรุงเทพฯ ราคา 30 บาท  ได้ค่าขนส่ง  1 บาท    แต่ถ้าเราขายไปต่างประเทศได้ราคา 30.50 บาท  สมมุติว่าค่าขนส่ง 1บาทเท่ากัน   เราได้ราคาเพิ่มขึ้นอีก 50 สตางค์  เราก็ส่งไปต่างประเทศ ทำให้เราสามารถซื้อน้ำมันจากโรงงานได้ราคาสูงขึ้น เพราะเราขายได้ราคาสูงขึ้น เป็นต้น

ในเมื่อขายในประเทศก็ราคานี้ ขายต่างประเทศก็ราคานี้ เราต้องการทำสต็อกในประเทศให้ลดน้อยลง เมื่อสต็อกลดน้อยลงราคาก็สูงขึ้น ดีมานท์มีมากขึ้นซัฟพลายมีน้อยลง ราคาก็มีโอกาสจะขึ้น เมื่อขึ้นก็นำส่วนที่เก็บไว้ออกมาขาย เราเหมือนกับทำหน้าที่ มูลภัณฑ์กันชน (Buffer stock) ให้รัฐบาล ถ้าเกิดมีสินค้าเยอะ  สต็อกก็ล้นเข้ามาในประเทศไทย  ถ้าเราไม่เป็นผู้จัดระบบตรงนี้ ส่งออกไปต่างประเทศ  เกษตรกรหรือทุกคนแทนที่จะซื้อ 30 บาท ก็อาจซื้อเหลือที่ 29บาทเกษตรกรก็แย่ลง พอส่งไปต่างประเทศ ราคาสินค้าก็กลับไปที่ 31บาทเกษตรกรก็มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ทุกคนก็มีเงินมากขึ้น อันนี้เป็นหน้าที่ผม

นอกจากความภาคภูมิใจกับความสำเร็จทางด้านการบริหารธุรกิจโลจิสติกส์ดังกล่าวแล้ว   ทางด้าน CSR ที่ภาคภูมิใจปี 2553 ได้ไปสร้างโรงเรียนที่บ้านเกิดที่หมู่บ้านคั่นกะได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เป็นอาคารสูง 2 ชั้น รองรับนักเรียนได้ประมาณ 200 คน ชื่ออาคาร “วิเศษใจใหญ่” ซึ่งเป็นชื่อของอดีตสส.จังหวัดหลายสมัย เป็นคนมีชื่อเสียง เป็นที่เลื่อมใสศรัธทา และที่สำคัญที่สุดได้วางแผนการสืบทอดเจตนารมณ์ทางธุรกิจผ่านลูกๆ ทั้ง 4 คน    คนโตเป็นผู้หญิง     ชื่อ กัญกร  ประสิทธิ์ศุภผล  จบบริหารธุรกิจ และ บริการเดินเรือ  จาก  London Guildhall  University  ประเทศอังกฤษ  ปัจจุบันสมรสแล้ว กับ ท่านเกรียงศักดิ์    รอดพันธ์ชู  ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี    คนที่สอง   ชื่อกันตพัฒน์  ประสิทธิ์ศุภผล. จบไฮสคูล ที่ประเทศอังกฤษกลับมาเรียนจบปริญาตรี ที่เมืองไทย   คนที่ 3 ชื่อณัฐพล  ประสิทธิ์ศุภผล.กำลังเรียนบริหารธุรกิจ ที่ University of   Oregon   ประเทศสหรัฐอเมริกา    คนที่ 4   ชื่อ   กิตติภณ  ประสิทธิ์ศุภผล กำลังเรียนการโรงแรม  ที่ Les Roches  International School  of  Hotel  Management    ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

และตอนนี้กำลังจะแตกไลน์ไปทำธุรกิจโรงแรม  เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์คของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโรงแรมตั้งอยู่บนเขาท่ากูบ  ที่มีระดับความสูงที่ 300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล  สามารถเห็นวิวสวยงามของจังหวัดสุราษฎร์ธานีทั้งเมือง เป็นโครงการระดับโรงแรม 4 ดาวขึ้นไป มีร้านอาหาร มีจุดชมวิว และไฮไลท์ชิ้นสำคัญ  ซึ่งขอปิดไว้เป็นปริศนาก่อน  โปรดติดตามความคืบหน้าต่อไป…ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน @

Exclusive Vol.19

Text : Film-E6

Photo : Saravut Patrisi

Be Sociable, Share!
error: Content is protected !!