สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต นายกสมาคมธรรมศาสตร์ และประธานมูลนิธิรวมพลคนสมุย

DSC_0175-crop

Text: ดร.ภาสกร ธรรมโชติ

Photo: วัฒนา มาลัยบาน

“บ้านเกิด โรงเรียนเก่า วัดที่เคยบวช มีโอกาสเราต้องกลับไปตอบแทน”

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต นายกสมาคมธรรมศาสตร์ และประธานมูลนิธิ รวมพลคนสมุย ผู้ที่มีความชื่นชอบในกีฬามวยกับบทบาทประธานฝ่ายเทคนิคของสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย หัวหน้าค่ายมวยลูกเจ้าพ่อโรงต้มและผู้จัดการแข่งขันมวยไทยไฟท์สมุย ผู้ยึดหลักการพัฒนาถิ่นเกิดโดยใช้กีฬาเป็นสื่อในการสร้างความสมานฉันท์ โดยมองว่ากีฬาทำให้คนมาร่วมกันได้ เหมือนลูกเจ้าพ่อโรงต้มกรมสรรพสามิตที่สร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคนในกรมสรรพสามิต

พื้นเพประวัติความเป็นมา

ผมเป็นคนเกาะสมุยโดยกำเนิด เกิดที่ตำบลหน้าเมือง ซึ่งเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองมาแต่เก่าก่อน สาเหตุที่เรียกหน้าเมืองเพราะเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอเก่า ต่อมาได้มีการย้ายที่ว่าการอำเภอมาอยู่ที่ชุมชนหน้าทอน ตำบลอ่างทองจนถึงปัจจุบันนี้ ในอดีตการเดินทางมาเกาะสมุยเป็นไปด้วย ความยากลำบากต้องโดยสารเรือจากท่าเรืออำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี มาเกาะสมุย ใช้เวลาเดินทางเป็นวัน ซึ่งต่างกับปัจจุบันซึ่งสามารถเดินทางโดยทางเครื่องบินและเรือเฟอร์รี่ ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าอดีตมาก

ชีวิตในวัยเด็กของผมก็เหมือนเด็กบ้านนอกโดยทั่วไป เริ่มเรียนหนังสือชั้นอนุบาลและ ชั้นประถมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนวัดประเดิม ตำบลหน้าเมือง หลังจากนั้นมาเรียนประถมศึกษา ตอนปลายที่โรงเรียนวันครูที่หน้าทอน ผมต้องย้ายมาอาศัยอยู่บ้านญาติที่อยู่ใกล้โรงเรียน เนื่องจาก การเดินทางในสมัยนั้นจากหน้าเมืองมาหน้าทอนไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจบประถมศึกษาปลาย ผมสอบเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนเกาะสมุย ก็ต้องย้ายมาอยู่กับป้าที่ตลิ่งงามด้วยเหตุผลเดิม

บ้านนอกเข้ากรุง

พอจบการศึกษาชั้นมัธยมต้นหรือสมัยก่อนเรียกว่า มศ.3 ผมจึงเข้ามากรุงเทพฯ สอบเข้าเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนทวีธาภิเษกจนจบ มศ.5 ก็สอบ Entrance เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดินแดนแห่งเสรีภาพทุกตารางนิ้วในปี พ..2518 ระหว่างเรียนที่ธรรมศาสตร์ เนื่องจากมีความสนใจ เรื่องหมัดมวยตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว จึงเข้าไปเป็นกรรมการชุมนุมมวย ในยุคนั้นครูเฒ่า (ชนะ ทรัพย์แก้ว) เป็นครูมวย ครูแดง(ประนอม อัมพิม)เป็นเทรนเนอร์ มีนักมวยดังในยุคนั้น คือ ผุดผาดน้อย วรวุฒิ และ พุฒ ล้อเหล็ก แวะเวียนเข้ามาช่วยฝึกสอนด้วย ทั้งสองคนเป็นนักมวยที่มีชั้นเชิงสูงจึงเป็นไอดอล ของผมในตอนนั้น ต่อมาผมได้รับคัดเลือกให้เป็นนักมวยมหาวิทยาลัย ประเภทมวยไทยสมัครเล่นได้ไปต่อยมวยประเพณีกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันอื่นๆหลายแหล่ง ชีวิตในตอนนั้นมีความสุขและสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น

เริ่มชีวิตการทำงาน

ในตอนแรกที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมมีความตั้งใจอยากจะเป็นปลัดอำเภอ เนื่องจากคุณปู่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ญาติผู้ใหญ่ก็เป็นกำนัน ตอนเด็กเห็นคุณปู่แต่งเครื่องแบบไปประชุม ที่อำเภอ ดูเท่ห์ดีและมีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดเหตุร้ายมีโจรปล้นบ้านคนในหมู่บ้าน คุณปู่ตีเกราะเรียกชาวบ้าน มารวมตัวกัน 20-30 คน ออกไล่ล่าจับโจรผมจำภาพและเหตุการณ์เหล่านั้นได้ ทำให้ผมอยากทำงาน ในสายปกครอง

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ ทำให้ผมต้องหยุดเรียน ไปพักหนึ่ง พอดีลุงผมเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากรแนะนำให้ผมไปสอบเข้าที่โรงเรียนศุลการักษ์ กรมศุลกากร ผมสอบได้เป็น 1 ใน 100 ของนักเรียนศุลการักษ์รุ่นที่ 15 เรียนอยู่หนึ่งปีก็จบการศึกษาและได้รับการบรรจุให้เข้ารับราชการในตำแหน่งศุลการักษ์ ระดับ 1 (ซี1) ผมทำงานไปด้วยและกลับไปเรียนที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย ตอนนั้นค่อนข้างหนักเอาการ กลางคืนอยู่เวรก็ต้อง เอาหนังสือไปอ่านเตรียมสอบ อาศัยความเป็นนักสู้ จึงจบเป็นนิติศาสตร์บัณฑิต หลังจากนั้นสักระยะหนึ่งก็สมัครเข้าเรียนปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนจบได้เป็นรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต ชีวิตราชการของผมส่วนใหญ่อยู่ในสายงานด้านปราบปราม ก็ยังดีใจที่แม้ไม่ได้เป็นปลัดอำเภอตามที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ยังได้ทำงานในสายปราบปรามซึ่งคล้ายกับงานสายปกครอง ระหว่างรับราชการที่กรมศุลกากรได้มีโอกาสรู้จักผู้ใหญ่หลายท่านที่ได้ให้คำแนะนำสั่งสอนที่ดี และสนับสนุนผมให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเรื่อยมา จนกระทั่งได้เป็นรองอธิบดีด้านปราบปราม และเข้ารับตำแหน่งในกระทรวงการคลัง คือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังและรองปลัดกระทรวงการคลัง หลังจากนั้นก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งผมภูมิใจมากที่เป็นนักเรียนศุลการักษ์คนแรก ที่ได้เป็นอธิบดีกรมศุลกากร

หลังจากนั้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ผมได้ย้ายมารับราชการเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต จนปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตเป็นปีที่ 5 นับเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิตที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

DSC_0167-crop

มาเป็นนายกสมาคมธรรมศาสตร์

ช่วงที่ผมเป็นอธิบดีกรมศุลกากร พี่พิชัย ชุณหวชิร นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ ได้ชักชวนผมให้เข้ามาช่วยงานสมาคมฯ ซึ่งผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้รับรู้จากรุ่นพี่ถึงบทบาทของสมาคมที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม การศึกษา และอื่นๆ ซึ่งตรงกับความตั้งใจของผมที่อยากจะตอบแทนบุญคุณของมหาวิทยาลัยที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสมาคมตั้งแต่ปี พ..2554-2557 และต่อมาในปี พ.. 2558 ผมได้รับการสนับสนุนจาก พี่ๆเพื่อนๆและน้องๆชาวธรรมศาสตร์ให้เป็นนายกสมาคมธรรมศาสตร์ ถือเป็นเกียรติอันสูงส่งในชีวิตของผมอีกครั้งหนึ่ง

เข้ามาในวงการมวยได้อย่างไร

ผมเป็นคนชื่นชอบกีฬามวยมาตั้งแต่วัยเด็ก ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีโอกาส เป็นกรรมการชุมนุมมวย และเข้าแข่งขันกีฬามวยไทยสมัครเล่นกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามที่ผมบอก ไปตอนต้นในช่วงเวลาที่ผมเป็นอธิบดีกรมศุลกากร พี่ๆและเพื่อน (คุณสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม)ได้ชักชวนให้ เข้าไปเป็นกรรมการสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย สมัยนั้นท่านพลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นนายกสมาคมฯ อยู่มาเรื่อย จนปัจจุบันพี่พิชัย ชุณหวชิร เป็นนายกสมาคมฯ ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานฝ่ายเทคนิค พานักมวยไปต่อยในระดับสากล ประสบความสำเร็จหลายรายการ ครั้งล่าสุดในกีฬาโอลิมปิกที่รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ผมรู้สึกเสียใจที่ทัพนักชกไทยไม่ได้เหรียญ เนื่องจากถูกปล้นชัยชนะอย่างน่าเกลียดในหลายๆรุ่น แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่ย่อท้อจะพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อเหรียญทองโอลิมปิกที่โตเกียวในปี 2020

ลูกเจ้าพ่อโรงต้มกับไทยไฟท์”

ผมมารับราชการที่กรมสรรพสามิต มีเทพประจำกรมสรรพสามิต คือ “เจ้าพ่อโรงต้ม” คนที่อยู่ในวงการสุรา และผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมสรรพสามิตทุกยุคทุกสมัยต่างให้ความเคารพนับถือกราบไหว้ เจ้าพ่อโรงต้ม ขอพรให้การทำงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของเจ้าหน้าที่ กรมสรรพสามิตทำให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ผมได้มีโอกาสรู้จักคุณนพพร วาทิน ประธานกรรมการบริษัทไทยไฟท์จำกัด และท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานอำนวยการจัดการแข่งขันมวยไทยไฟท์ เราคิดกันว่าต้องมีการหานักมวยใหม่ๆ มาเสริมให้การแข่งขันมวยไทยไฟท์น่าสนใจยิ่งขึ้น ค่ายมวยลูกเจ้าพ่อโรงต้ม จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อส่งนักมวยเข้าแข่งขันในรายการไทยไฟท์ อย่างไรก็ตามตัวผมเองไม่ได้ตั้งเป็นค่ายมวยถาวร นักมวยของผมจะแยกย้ายไปซ้อมตามค่ายต่างๆ แค่ใช้ชื่อค่าย”ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม” ซึ่งจดทะเบียนโดยมีผมเป็นหัวหน้าค่าย มีมวยดังในสังกัด คือ พยัคฆ์สมุยลูกเจ้าพ่อโรงต้ม เป็นมวยฝีมือดีอาวุธครบเครื่อง ต่อยสนุก เชียร์มัน ผมบอกน้องๆที่กรมสรรพสามิตว่า ในการทำงานเราต้องร่วมมือ ร่วมใจกัน เหมือนตอนเชียร์พยัคฆ์สมุย ประโยชน์ของการทำมวยเราก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันและหน้าที่การงานได้

ไทยไฟท์สมุย

การจัดการแข่งขันชกมวยไทยไฟท์สมุย ครั้งแรก จัดให้มีขึ้นในวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้คอนเซป “Thai Fight Thai Food Thai Culture” แต่ก่อนถึง วันแข่งขันปรากฎว่าในวันที่ 10 เมษายน 2558 เกิดเหตุระเบิดที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล เฟสติวัลสมุย หลังเกิดเหตุเรายืนยันตัดสินใจจัดงานตามกำหนดการเดิม ซึ่งก็ได้ผลเป็น ที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เนื่องจากในวันแข่งขันมีชาวต่างชาติเข้าชมหลายพันคนภาพการแข่งขันถูกถ่ายทอด ไปทั่วโลก ข่าวเรื่องระเบิดหายไปอย่างรวดเร็วผลกระทบต่อการท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงระยะสั้นๆ และเล็กน้อย หลังจากนั้นไม่นานการท่องเที่ยวของเกาะสมุยก็กลับมาคึกคักเหมือนเดิม ต่อมาเราได้จัดอีกเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 30เมษายน 2559 ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนปัจจุบันไทยไฟท์สมุยได้ถูกบรรจุให้เป็นปฏิทินการแข่งขันโดยจะจัดในเดือนเมษายนของทุกปี

หลักคิดในการทำงาน

ผมได้หลักคิดในการดำรงชีวิตจากคุณพ่อและคุณแม่ ตอนเด็กๆพ่อแม่มีอาชีพทำสวน ชีวิตในวัยเด็กมีความยากลำบากพอสมควร พ่อแม่สอนผมอยู่เสมอว่า “ลูกต้องรู้จัก อดทน อดกลั้น และอดออม” ซึ่งผมได้นำคำสอนนี้มาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและการทำงานด้านอื่นๆจนประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี คำสอนดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งที่พ่อแม่ผมมอบให้และผมเองก็จะส่งต่อคำสอนนี้ไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาและลูกหลานผมสืบต่อไป

DSC_0189 (1)

DSC_0184

ชีวิตหลังเกษียณ

เป็นความโชคดีของผมที่ได้มาเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต ทำให้มีโอกาสได้รู้จักผู้ประกอบการหลายๆท่าน ซึ่งเข้าใจถึงการทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมที่ผมได้ทำมาตลอด ท่านเหล่านั้นได้ให้ การสนับสนุนกิจกรรมการกุศล และสาธารณประโยชน์ที่ผมได้ดำเนินการโดยตลอดมาในทุกๆปี เป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ผมได้ดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทอดกฐิน ผ้าป่า และการจัดการแข่งขันมวยการกุศล เพื่อหารายได้ให้โรงพยาบาล โรงเรียน วัดและอื่นๆ ผมภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำประโยชน์ ให้สังคมโดยเฉพาะบ้านเกิด ผมถือเสมอว่า “บ้านเกิด โรงเรียนเก่า วัดที่เคยบวช มีโอกาสเราต้องตอบแทน” ปัจจุบันผมและพรรคพวกได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “มูลนิธิรวมพลคนสมุย” วัตถุประสงค์ก็เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการกุศลและสาธารณประโยชน์ต่างๆรวมทั้งการกีฬา ผมโชคดีที่ตอนเด็กๆสมัยเรียนอยู่ที่สมุยเวลาย้ายโรงเรียน ผมต้องย้ายไปอยู่กับบ้านญาติ ซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียนตามที่ผมกล่าวไว้ในตอนต้น ทำให้ผมมีพรรคพวก เพื่อนฝูง อยู่ทั่วเกาะสมุย จึงได้รับความร่วมมือและสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างเต็มที่โดยตลอดมา และคิดว่าคงจะได้รับความกรุณาเช่นนั้นตลอดไป

DSCF4137

887831

887829

สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงชาวสุราษฎร์ธานี

สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่ผู้คนรู้จักในนาม “เมืองคนดี” ดังนั้น ถ้าเราคิดดี พูดดี ทำดี ผมเชื่อว่าสิ่งที่ดีก็จะเกิดกับตัวเรา”

Be Sociable, Share!
error: Content is protected !!