ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เทพ พงษ์พานิช อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จากเด็กดอนสักสู่ตำแหน่งอธิการบดีคาวบอย

 

IMG_3762_Cover

Text: ดร.ภาสกร ธรรมโชติ / ปกาศิต สุดใจ

Photo: ปัญกฤช วัชรเสถียร

 

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการศึกษาคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาชาติ ระบบการศึกษาของประเทศจึงต้องขับเคลื่อนด้วยผู้เชี่ยวชาญ รู้ลึก รู้จริง ทั้งในด้านการศึกษา และการบริหารงาน เพื่อให้บัณฑิตที่จบการศึกษาจากสถาบันต่างๆ นั้นเป็นผู้ที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และช่วยพัฒนาสังคม

ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ชัดเจน และแม่นยำมากพอที่จะกำหนดทิศทางของสถาบันการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาได้นั้นใช่ว่าจะพบเจอได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าเราต้องการทั้งคนที่เก่งและดีในคนเดียวกันนั้น น้อยคนนักที่มีคุณสมบัติเข้าข่าย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เทพ พงษ์พานิช คือหนึ่งในผู้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวอย่างเต็มเปี่ยม ท่านผ่านประสบการณ์และดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ 2 สมัย อุปนายกกรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ประธานกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี นายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ และนายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ภาคเหนือ

 

พื้นเพดั้งเดิมของท่าน

คุณพ่อคุณแม่ของผมเป็นชาวเพชรบุรี ทำธุรกิจเกี่ยวกับทะเลและประมง เช่น โป๊ะ อวนตังเก อวนลาก แพปลา ธุรกิจอะไรที่เกี่ยวกับทะเลทำหมดเลย ต้นตระกูลของพวกผมส่วนใหญ่อยู่แถวๆ เพชรบุรี กับราชบุรี ส่วนหนึ่งก็ไปทางพิษณุโลก หรืออยุธยา แยกกันเป็นหลายสาย คุณพ่อก็ล่องเรือและดูทำเลมาเรื่อยๆ จนมาถึงดอนสัก ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงชาวบ้านทำไร่ ทำสวนตรงพื้นที่ข้างใน คุณพ่อถือเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มาบุกเบิกอ่าวนี้ สร้างบ้านอยู่ริมทะเล และเป็นคนแรกของสุราษฎร์ธานีที่มีเรือห้องเย็น พอใส่ปลาที่จับได้แล้วก็แล่นจากสุราษฎร์ธานีไปขายที่ยานนาวา กรุงเทพมหานคร ทุกๆ อาทิตย์ ตอนนั้นดอนสักยังเป็นแค่ตำบล อยู่ในการปกครองของอำเภอกาญจนดิษฐ์ คุณพ่อมีพี่น้องทั้งหมด 15 คน มีลูกรวม 11 คน ซึ่งผมกับพี่น้องเกิดที่ดอนสักหมดเลย การที่มีญาติพี่น้องเยอะๆ ในสมัยก่อนเป็นสิ่งที่ดีนะครับ จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ใครๆ ก็จะบอกว่า พวกตระกูลพงษ์พานิชมีพวกมาก แรกเริ่มคุณพ่อก็จะเป็นเถ้าแก่ มีลูกน้องเป็นคนในหมู่บ้าน ตอนหลังคุณพ่อได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ต่อมาก็เป็นกำนันจนกระทั่งเกษียณ ผมจึงได้ชื่อว่าเป็นลูกชายกำนัน

ประวัติการศึกษา

ผมเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนมานิตานุเคราะห์ ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป. 4 ส่วน ป.5 ถึง ป.7 ผมย้ายไปเรียนที่เทพมิตรศึกษา เป็นโรงเรียนคาธอลิก ก็เลยได้ภาษาอังกฤษ พอ ม..1 จนถึง ม..3 ก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด การคมนาคมจากดอนสัก มาตัวเมืองในสมัยก่อนมันยากลำบาก ต้องนั่งเรือมา 4-5 ชั่วโมง ไม่สามารถมาทางรถได้เหมือนในปัจจุบัน

แล้วผมก็ไปเรียนต่อ อาชีวศึกษาเกษตร (ปวช. เกษตรกรรม) ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ พอพูดถึงเกษตรกรรม ก็ต้องคิดถึงแม่โจ้ เพราะว่าเขามีชื่อเสียงในด้านนี้มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ คนที่เรียนจบจากแม่โจ้ส่วนใหญ่ก็จะไปทำงานในกระทรวงเกษตรฯ อีกส่วนไปเรียนต่อด้านป่าไม้ ผมไปเรียนรุ่นที่ 32 ปัจจุบันก็มาถึงรุ่นที่ 82 แล้ว

เหตุผลที่เลือกเรียนสายนี้ก็เพราะรู้สึกชอบเกษตรกรรม ที่มาก็คือ ช่วงระยะหลังคุณพ่อผมมีพื้นที่ทำการเกษตรเยอะ ทำสวนยางพารา และสวนปาล์ม สมัยเด็กๆ ผมเคยไปเดินลุยในสวนกับพ่อ ออกรังวัดให้กับชาวบ้าน ไปเยี่ยมเยียนประชาชน ที่คุณพ่อทำสวนก็เพราะการทำธุรกิจทะเลอย่างเดียวมันเหนื่อย ลำบาก และเสี่ยงด้วย ท่านบอกว่า “เราสามารถรวยได้ภายในวันเดียว แต่ก็จนได้ภายในวันเดียว” เพราะบางครั้งจับปลาได้มากจนขนไม่หมด เอาไปขายได้เงินเยอะ แต่ถ้าเรืออับปาง เราก็ล่มจม และท่านยังทำนายไว้เมื่อ 60 ปีที่แล้วว่าทรัพยากรทางทะเลของอ่าวไทยมันจะหมด แต่สิ่งที่คุณพ่อทำนายก็ไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทุกวันนี้ทรัพยากรในอ่าวไทยยังมีอยู่ แม้จะไม่ดีเท่าเดิม แสดงว่าทรัพยากรมันมีจำนวนมหาศาลมาก โดยเฉพาะอ่าวที่สุราษฎร์ธานี แต่คุณพ่อก็เลิกทำธุรกิจทางทะเลไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ลูกๆ จึงไม่มีใครทำธุรกิจนี้เลย ต้องเรียนหนังสือหมด การเลือกไปเรียนที่ต่างๆ คุณพ่อคุณแม่เขาจะปล่อยให้ลูกหาเอง ตัดสินใจเอง ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการเรียนของลูกๆ สักเท่าไร

หลังจากจบ ปวช. ที่แม่โจ้แล้ว ผมก็ไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย Central Luzon State University ที่ฟิลิปปินส์ เนื่องจากสมัยนั้นที่แม่โจ้ยังไม่มีระดับริญญาตรี มีเพียง ปวส. ที่สูงที่สุด ซึ่งในขณะนั้นประเทศที่พอไปได้ ไม่ไกล ค่าใช้จ่ายไม่แพง สอนเป็นภาษาอังกฤษ ระบบการเรียนการสอน รวมถึงหลักสูตรคล้ายกัน และโอนหน่วยกิตส่วนหนึ่งให้กันได้ก็คือ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะที่ Central Luzon ที่สายการเกษตรเขาเก่งในระดับต้นๆ ของเอเชียและระดับโลกในบางสาขา ตอนไปเรียนก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะการเรียน อาหารการกิน นิสัยใจคอ แม้แต่หน้าตาของคนที่นั่นก็คล้ายๆ กันกับเรา ครูบาอาจารย์ก็มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ก็เลยไม่รู้สึกกดดัน

พอจบปริญญาตรีที่ฟิลิปปินส์ ผมก็ไปเรียนต่อด้านเกษตรกรรมที่สหรัฐอเมริกา ผมจบปริญญาโทที่ Mississippi State University และจบปริญญาเอกจาก Oklahoma State University สมัยเรียนที่ฟิลิปปินส์เรียนพืชไร่ สมัยเรียนที่อเมริกาเรียนพืชสวน การปรับตัวก็ไม่ยาก เพราะมีประสบการณ์จากที่ฟิลิปปินส์มาแล้ว ตอนจบปริญญาเอก ผมอายุ 27 ปี ซึ่งถือว่าเด็กมากในสายตาของคนอเมริกัน แม้แต่อาจารย์ที่สอนยังสงสัยว่าทำไมคนเอเชียไปเรียนหนังสือที่อเมริกาจึงอายุยังน้อย จบแล้วจะไปทำอะไรต่อ บางครั้งผมตอบไปว่า ไม่รู้เหมือนกัน แต่วันนี้ขอจบก่อนแล้วอนาคตค่อยว่ากัน เพราะตอนไปเรียนนั้นยังไม่เคยทำงานอะไรทั้งสิ้น โดยได้ทุนของมหาวิทยาลัยบ้าง ทุนส่วนตัวจากการทำงานบ้าง ไม่ได้ใช้เงินทางบ้านเลย

ระหว่างที่เรียนก็ทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย หรือ Research Assistant โดยอาจารย์ที่เขาสอนในมหาวิทยาลัยเขาจะเลือกนักศึกษาแต่ละคนที่เขาเป็นที่ปรึกษาให้มาเป็นผู้ช่วย ซึ่งก็ได้รับการยกเว้นค่าเทอม เพราะเขาถือว่าผมทำงานให้มหาวิทยาลัย แล้วก็ได้เงินเดือนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่มาก แต่ก็พอค่าเช่าอพาร์ทเมนต์ และค่ากินค่าอยู่ แต่ไม่เหลือเก็บ ช่วงที่จบปริญญาโทก็ทำงานอยู่หนึ่งปี กะว่าจะเก็บเงินแล้วกลับบ้าน แต่พอทำไปทำมา ได้เงินมาพอสมควรเลยเปลี่ยนใจเรียนต่อปริญญาเอก

การไปเรียนต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ ประการแรกคือ มหาวิทยาลัยต้องดี เป็นที่ยอมรับในสังคม ประการที่สองคือ ผู้คนที่นั่นมีความเป็นมิตรหรือมีทัศนคติที่ดีต่อเราหรือไม่ ถ้าสมมติว่าไม่ก็ต้องหลีกเลี่ยง เพราะมันเป็นปัจจัยที่จะทำร้ายจิตใจเรา สุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ แต่บังเอิญที่ผมโชคดี เลือกที่เรียนได้ถูกต้อง

1.รูป รศ.ดร.เทพ พงษ์พานิช1

ประสบการณ์ที่ประทับใจในการใช้ชีวิตต่างแดน

ประสบการณ์ในการเรียนต่างแดนสอนให้เราอดทน เข้มแข็ง ต้องต่อสู้ เราต้องมีสุขภาพจิตที่ดี ควบคุม และจัดการชีวิตตัวเองให้ได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ ผมอยู่อเมริกาเกือบ 6 ปี ไม่เคยกลับมาเยี่ยมเมืองไทยเลย โทรศัพท์ทางไกลก็ไม่เคย เพราะที่ดอนสักสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ได้แต่ติดต่อทางจดหมาย ถ้าเราไม่เข้มแข็ง อดทน ด้านสุขภาพจิตก็คงลำบากเหมือนกัน ด้วยความที่ผมเคยชินกับการอยู่กับญาติ อยู่ไกลบ้านมาตั้งแต่ชั้นประถม เทอมหนึ่งกลับบ้านแค่ครั้งเดียว แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มาเยี่ยมเรื่อยๆ สมัยเรียนที่แม่โจ้ก็กลับบ้านแค่ปีละครั้ง เพราะการเดินทางโดยรถไฟจากดอนสักไปเชียงใหม่ บางครั้งใช้เวลาเกือบ 4 วัน ผมก็เลยมีความอดทนสูงในการอยู่ไกลบ้าน เพื่อนบางคนมาจากครอบครัวที่มีอันจะกิน ไปเรียนอยู่อเมริกาได้แค่เทอมเดียวก็กลับ เพราะว่าคิดถึงบ้าน

ไม่ว่าจะเป็นที่ฟิลิปปินส์ หรือที่อเมริกา สิ่งหนึ่งที่เขามักจะเน้นในการสอนนักศึกษาก็คือ ให้คิดเอง ทำเอง และส่งเสริมเรื่องกิจกรรมต่างๆ ดีมาก เพราะเขาต้องการให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยของอเมริกามีกิจกรรมมากมาย เราต้องพยายามร่วมกิจกรรมต่างๆ เพราะจะทำให้เราเรียนรู้ภาวะผู้นำอย่างดี และสามารถนำมาปรับใช้ในการบริหารคนได้อย่างดีมาก สมัยเรียนผมเลยได้ไปเข้าร่วมในองค์กรนักศึกษา ซึ่งผมก็ได้เป็นเลขานุการของสมาคมนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัย Mississippi และประธานนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัย Oklahoma ได้เรียนรู้เรื่องการบริหารองค์กร การติดต่อประสานงานกับครูบาอาจารย์ และนักศึกษาด้วยกันเอง ประสบการณ์ต่างๆ เราต้องเก็บเกี่ยวเอาเอง ผมพยายามซึมซับ รับรู้เรื่องราวต่างๆ ให้กับตัวเอง กิจกรรมบางอย่าง เช่น กีฬาอเมริกันฟุตบอล บาสเก็ตบอล ที่ผมไม่สามารถไปเล่นได้ เพราะคนอเมริกันตัวสูงใหญ่ ผมก็ชอบดู แล้วก็ได้พบว่า การกีฬาของเขาก็บริหารอย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นระบบกีฬาต่างๆ ของอเมริกาเนี่ยมันรับช่วงมาจากมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ไม่ใช่อยู่ๆ ชาวบ้านทั่วไปจะเข้าไปเล่นได้ นักกีฬา95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปต้องจบปริญญาตรีถึงจะมาเล่นเป็นอาชีพได้ เขาจึงเก่งและมีความรู้มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

และในที่สุดเมื่อมาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยของไทย ก็สามารถประยุกต์ประสบการณ์ที่มีอยู่มาบริหารและสร้างสรรค์งานได้ดี นั่นคือสิ่งที่แตกต่างไปจากการเรียนในเมืองไทย ผมเรียนปริญญา 3 ระดับ ย้ายมหาวิทยาลัย 3 แห่ง เพราะต้องการเรียนรู้ความแตกต่างครับ

IMG_3795

ความรู้สึกผูกพันกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ต้องยอมรับว่าผมอยู่ที่อเมริกาได้เพราะเคยผ่านชีวิตที่แม่โจ้และที่ฟิลิปปินส์มาก่อน การเรียนเกษตรกรรมที่แม่โจ้ทำให้ผมเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ แม่โจ้สอนให้นักศึกษาอดทน สู้งาน อย่างที่เขาพูดกันว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” ผมกลับจากอเมริกา พ.. 2522 เดือนพฤษภาคม เข้าทำงานที่แม่โจ้ ตอนนั้นคิดว่าตัวเองไม่ชอบการเป็นครู จะอยู่สัก 2 ปี แล้วอาจจะกลับสุราษฎร์ธานี แต่จะทำอะไรต่อก็ยังไม่รู้ ทว่าผมก็อยู่แม่โจ้นานถึง 32 ปี ในชีวิตราชการ รวมที่เคยได้ใช้ชีวิตในเชียงใหม่แล้วก็ 39 ปีแล้ว ผมอยู่แม่โจ้มาตั้งแต่เป็นนักศึกษา เป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหารทุกตำแหน่ง ตั้งแต่หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าภาควิชา คณบดี รองอธิการบดี และอธิการบดี จนปัจจุบันเป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ผมอยู่แล้วมีความสุขดี ภรรยาเป็นคนเชียงใหม่ ลูกชาย 2 คนก็เกิดที่นั่น โตที่นั่น เพราะฉะนั้นความผูกพันกับแม่โจ้นั้นแน่นแฟ้นมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่อยู่มานานกว่าครึ่งชีวิต

ท่านชอบแต่งตัวแบบ cowboy อยากทราบว่าความประทับใจในความเป็น cowboy ของท่านมีที่มาอย่างไร

มาจาก 2 ส่วนครับ ส่วนที่หนึ่งคือครูบาอาจารย์ของแม่โจ้ที่สอนด้านเกษตรกรรมส่วนใหญ่จะจบการศึกษามาจากอเมริกา ก็เลยได้อิทธิพลการแต่งตัวมาจากที่นั่น เช่น ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อผ้าทะมัดทะแมง นักศึกษาที่เรียนเกษตรกรรมก็พลอยได้รับอิทธิพลไปด้วย เรียกได้ว่านักศึกษาแม่โจ้เป็นนักศึกษาไทยกลุ่มแรกที่ใส่กางเกงยีนส์ ตั้งแต่ 60 ปีที่แล้วมาเลยครับ

ส่วนที่สองคือ มหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมปลายในอเมริกาทุกแห่งจะมี mascot หรือตัวนำโชคประจำสถาบัน ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น เสือ สิงโต กระทิง สุนัข แมวป่า นก หมี จระเข้ ม้า สัญลักษณ์เหล่านั้นเขาอธิบายความหมายได้หมด ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเฉยๆ โดยอาจจะสื่อถึงนิสัย หรือความเก่งกาจของสัตว์เหล่านั้น เช่น เสือ เป็นสัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาด สง่างาม บางตัวก็เป็นสัตว์ประจำท้องถิ่น บางแห่งอาจจะเป็นคน เช่น อัศวิน หรือ cowboy ซึ่งการใช้ mascot เหล่านี้ทำให้คนจดจำง่าย เข้าใจง่าย และมีความเป็นสากล มหาวิทยาลัย Oklahomaที่ผมเรียน เขาใช้ cowboy เป็น mascot ประจำมหาวิทยาลัย เพราะที่นั่นเป็นแหล่งของ cowboy ซึ่งเป็นตัวแทนของสุภาพชน รักเพื่อนฝูง เข้มแข็ง ช่วยเหลือผู้อื่น มีความเป็นผู้นำสูง รักการผจญภัย ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา เป็นต้น และนักศึกษาในรัฐนี้จึงชอบแต่งตัว cowboy แบบสบายๆ ผมเองเห็นแล้วก็ชอบด้วย ดูแมนดี เลยแต่งตัว cowboy บ้างในบางโอกาส แล้วก็นำเอาจิตวิญญาณของ cowboy มาใช้กับตัวเอง เพื่อจะได้เป็นคนที่เข้มแข็ง อดทน สู้งาน และพอผมกลับเมืองไทยก็ไปเผยแพร่ความเป็น cowboy ให้กับที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งผมได้ก่อสร้างอาคารเรียน รูปปั้น สัญลักษณ์ต่างๆ ในสไตล์ cowboy เอาไว้มากมายหลายจุดในสมัยที่เป็นอธิการบดีอยู่ 8 ปีครับ

 

อาคารพัฒนาวิสัยทัศน์2

อาคารพัฒนาวิสัยทัศน์1

หอเกียรติยศ1

รู้สึกว่าตัวเองเป็น cowboy คนหนึ่งไหม

ผมก็พยายามนำเสนอแบบนั้นมาเกือบ 40 ปีแล้วนะ ผมมักจะสวมชุด cowboy ไปตามงานต่างๆ แต่บางงานที่เป็นทางการก็จะไม่ใช่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เป็น cowboy กึ่งสุภาพ แต่ถ้าเป็นงานรื่นเริง งานศิษย์เก่าแม่โจ้ ผมก็จะใส่เต็มที่หน่อย จนศิษย์เก่าแม่โจ้หลายๆ คนก็ใส่ตามๆ กันไปจนเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของเรา เรียกได้ว่าถ้าพูดถึงอธิการบดีที่แต่งตัว cowboy ก็คงมีแค่ผมคนเดียว จนพวกนักศึกษาตั้งฉายากันว่า “คาวบอยเทพ” หรือไม่ก็ “อธิการคาวบอย” (ยิ้ม)

หน้าที่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยมีอะไรบ้าง

ปัจจุบันผมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยทั่วไปแล้ว หน้าที่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยก็คือ คอยกำหนดนโยบาย ให้การแนะนำ คำปรึกษาเชิงนโยบาย ควบคุมการทำงานของมหาวิทยาลัยผ่านอธิการบดี และยังประเมินผลการทำงานของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามนโยบาย พูดง่ายๆ ก็คือสภาให้นโยบาย ส่วนอธิการบดีเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ แล้วเราก็ติดตามผล ดูว่าเป้าหมายต่างๆ ที่อธิการบดีให้คำมั่นสัญญากับสภาไว้สามารถทำได้ตามนั้นมากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายก็คือ ช่วยควบคุม และแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับมหาวิทยาลัยผ่านทางอธิการบดี

ในฐานะที่เป็นประธานกรรมการสรรหาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง

ก็เรียบร้อยดี ดีกว่าที่กังวลไว้ ผมเคยพูดในที่ประชุมให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีฟังว่า “เราอยู่เมืองคนดี เรากำลังหาคนดีมาเป็นอธิการบดี ดูแลมหาวิทยาลัยดีๆ อย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเพราะฉะนั้นอย่าทะเลาะกันกับแค่เรื่องการสรรหาอธิการบดีเพียงคนเดียว” คนที่เรามองไว้ 4 คนที่จะเป็นอธิการบดี ผมว่าเป็นได้ทุกคน จะต่างกันก็แค่วิธีการทำงานบ้าง แต่ตอนนี้ก็เรียบร้อยแล้ว ส่งรายชื่อไปขอพระราชทานแต่งตั้งต่อไป คิดว่าคนมาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเขาต้องเป็นคนดีในระดับหนึ่ง และต้องมาทำสิ่งดีๆ ให้กับมหาวิทยาลัย มิฉะนั้นเขาจะอยู่ไม่ได้เอง

4.รูป รศ.ดร.เทพ พงษ์พานิช4

ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประโยคที่ว่า “คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง” ของท่านพุทธทาส

ความจริงแล้ว ความหมายนั้นไม่ต้องอธิบาย เพราะมีความหมายในตัว เข้าใจได้ง่ายๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเป็นผู้บริหาร ไม่ว่าในองค์กรใดก็ตาม เราต้องทำทุกอย่างให้ดี คิดก่อนทำ และต้องคิดในทางที่ดี คิดแล้วทำได้ ไม่ทำให้ผู้ร่วมงานเดือดร้อน ก่อประโยชน์ต่อองค์กร สังคม และประเทศชาติโดยภาพรวม ในฐานะผู้บริหารองค์กร ต้องตัดใจในบางเรื่อง ปรับแผน ปรับนโยบายในบางเรื่อง บางโอกาส อย่าดันหัวชนฝาไปทุกเรื่อง มุ่งงานสำเร็จอย่างเดียวแต่ไม่สนใจผลกระทบต่อผู้ร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา หากเป็นมหาวิทยาลัยก็หมายถึงกระทบนักศึกษาด้วย ความมีเมตตาธรรมในการปกครองคนเป็นสิ่งสำคัญ แต่ละคนมีปัญหาชีวิตไม่เหมือนกัน ผู้บริหารต้องสนใจ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร บุคลากร และนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

ท่านคิดว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีมีศักยภาพโดยรวมและมีอุปสรรคในการพัฒนาอย่างไรบ้าง และจะเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร

มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเป็นที่ยอมรับในบรรดามหาวิทยาลัยราชภัฏ 44 แห่งในประเทศไทยว่าเป็น top five คือดีที่สุด 5 อันดับแรกของประเทศ และหมายถึงดีที่สุดในภาคใต้ แต่เราต้องพิสูจน์ให้สังคมยอมรับว่า นั่นเป็นความจริง ระยะเวลา 45 ปีที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีพัฒนาตัวเองจากวิทยาลัยครู เรื่อยมาจนเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่ยิ่งใหญ่นั้น ต้องขอบคุณผู้บริหารทุกยุคทุกสมัยที่ทุ่มเท ดูแลสถาบันแห่งนี้มาด้วยดี อาจจะเป็นเพราะทะเลที่ตั้งเหมาะสม สิ่งแวดล้อมดี คมนาคมสะดวกรอบด้าน ความมั่งคั่ง มั่นคงของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นเพราะอยู่ใน “เมืองคนดี” ด้วยก็ได้ ทำให้ภาพพจน์ดูดีไปหมด แต่ความจริงเหนือความจริงก็คือ บุคลากรของ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริหารระดับสูง เช่น อธิการบดี ได้ผลัดเปลี่ยนการแสดงศักยภาพอย่างเข้มแข็ง กล้าหาญ และมีวิสัยทัศน์ที่ดี ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา มรส. ให้เจริญก้าวหน้า กลายเป็นต้นทุนสังคมอย่างดีเยี่ยม

แต่ในความสำเร็จนั้นย่อมมีอุปสรรคและข้อจำกัดในตัวมันเอง สิ่งที่ต้องระมัดระวังข้อที่หนึ่ง คือ เรื่องจำนวนนักศึกษาจะลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งประเทศไทย เพราะนโยบายคุมกำเนิดเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา นักวิชาการบอกว่าอีก 18 ปีข้างหน้า นักศึกษาในมหาวิทยาลัยไทยจะหายไปจากระบบถึง 1 ใน 3 (33%) และมันจะลดลงไปเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจะทำอย่างไร ผู้บริหารจะต้องมองสิ่งเหล่านี้ให้ดี

ข้อที่สอง ปัจจุบันจะบังคับให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องจบปริญญาเอกเท่านั้น อาจารย์ที่มีอยู่หากวุฒิยังไม่ถึง ป.เอก ก็ต้องเร่งรัดตัวเอง นี่คือคำถามใหญ่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จะหาวิธีพัฒนาคุณวุฒิอาจารย์ที่มีอยู่ได้อย่างไร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีมีจำนวนอาจารย์ ปริญญาโท มากกว่า ปริญญาเอก ถึง 2 เท่า จะจัดการอย่างไร

ข้อที่สาม คุณภาพของบัณฑิตจะไม่แข่งกันด้านจำนวนนักศึกษาอีกต่อไป (มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีมีจำนวนศึกษาปัจจุบันประมาณ 15,000 คน มากที่สุดในภาคใต้ และถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่) แต่กลับต้องมาเร่งรัดแข่งขันด้านคุณภาพของบัณฑิต สาขาวิชาบางสาขาอาจจะต้องกลับมาพิจารณาลดจำนวนหรือยกเลิกการผลิต เพื่อเอางบประมาณไปดูแลสาขาอื่นที่หน่วยงานของรัฐและเอกชนต้องการเอาไปทำงานด้วย ตรงนี้อธิการบดีต้องกล้าที่จะพิจารณาการเพิ่มหรือลด

6.รูปครอบครัว รศ.ดร.เทพ พงษ์พานิช 2

ในฐานะที่เป็นคนสุราษฎร์คนหนึ่ง และเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ท่านคิดว่าอยากจะพัฒนาอะไรให้แก่บ้านเกิด

จริงๆ ผมก็เพิ่งกลับมาช่วยงานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้แค่ 5-6 ปีที่แล้วนี่เอง ก็ยินดีที่ได้กลับมาครับ ผมเองก็เสียดายและเสียใจอยู่เหมือนกันที่เป็นคนสุราษฎร์ฯ เติบโต และจบการศึกษาเบื้องต้นที่นี่ แต่ก็ไปอยู่ที่อื่น ก็เลยพยายามช่วยให้คำแนะนำ ผมก็คิดว่ามีหลายเรื่องที่ผมมีส่วนช่วยขับเคลื่อนสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ไม่ว่าจะเป็นการบอกแนวทางพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมให้เขาได้ไปเรียนเมืองนอก โดยเฉพาะปริญญาเอก จริงอยู่ว่าในเมืองไทยก็มี แต่ว่าเราไม่ควรจะให้อาจารย์จบปริญญาเอกในเมืองไทยอย่างเดียว หรือจบปริญญาเอกเมืองนอกอย่างเดียว เพราะค่าใช้จ่ายมันสูง บางทีก็ใช่ว่าจะไปได้ทุกคน แล้วแต่จังหวะ จริงๆ แล้วมันไม่ได้ต่างกันเรื่องความรู้ แต่เราทำแบบนี้เพื่อให้เขาได้ประสบการณ์ที่แตกต่างไป ซึ่งประสบการณ์จากเมืองนอกเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ว่าเราเห่อตามเมืองนอก แต่เป็นการนำประสบการณ์เหล่านี้มาปรับปรุง มาพัฒนาบ้านเกิดได้

สิ่งที่อยากฝากทิ้งท้ายถึงชาวสุราษฎร์ฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระราชทานนาม “สุราษฎร์ธานี” ซึ่งแปลว่า “เมืองคนดี” เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว แสดงว่าท่านคงจะมองเห็นแล้ว และท่านพุทธทาส ปราชญ์ของโลก ได้ให้คำสอนไว้ว่า “คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง” เมื่อเอา 2 สิ่งมารวมกัน เป็นสิ่งสุดยอดเหนือคำบรรยายที่ชาวสุราษฎร์ต้องภาคภูมิใจ และต้องปฏิบัติตนให้ได้ แล้วท่านจะเป็น “คนดีผู้ยิ่งใหญ่”

หากเราดูแผนที่ประเทศไทย จะพบว่าสุราษฎร์ธานีตั้งอยู่ในชัยภูมิที่สวยงามและมีคุณค่าอย่างยิ่ง ในแง่ภูมิประเทศ มีพื้นที่ที่ใหญ่มากอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ มีทะเล ชายทะเล ชายหาด เกาะ อ่าว แหลม ภูเขา แม่น้ำ ป่าไม้ มากมาย นั่นคือสิ่งที่ธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มอบให้ชาวสุราษฎร์ ต้องรักษาดูแล ภาคภูมิใจทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ให้ดี นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมั่งคั่ง และมั่นคง คู่กับการเป็นคนดี เพราะ “คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง”

Be Sociable, Share!
error: Content is protected !!