ผศ.ดร.ณรงค์ พุทธิชีวิน นักการศึกษา นักคิดมืออาชีพ อดีตอธิการบดี 2 สมัย ผู้วางรากฐานวิทยาลัยครูสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของภาคใต้

_MG_4909-crop

Text: ดร.ภาสกร ธรรมโชติ

Photo: พศวัฒน์ ศิริศิลปสรณ์/ษราวุธ พัฒน์ศิริ

ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษากำลังติดกับดักเรื่องพันธกิจของมหาวิทยาลัยโดยมุ่งเน้นว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่คือสอน บริการวิชาการ ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เราไม่เคยต้องคำถามต่อว่าเพื่ออะไรเพื่อใคร ถ้าจะตั้งพันธกิจใหม่ มหาวิทยาลัยควรมีหน้าทีผลิตบัณฑิต สร้างองค์ความรู้ และนำบัณฑิตและองค์ความรู้มาขับเคลื่อนไปสู่ชุมชนและท้องถิ่น วันนี้กระบวนจัดการศึกษาคือ Value Chain การสร้างความร่วมมือจากหลายองค์กร บัณฑิตไม่จำเป็นต้องผลิตจากมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว สองมหาวิทยาลัยอาจจะร่วมกันผลิตบัณฑิตได้ ซึ่งจะต้องเกิดจากความร่วมมือกันทั้งองค์กรทั้งการศึกษาและผู้ประกอบการ

ประวัติการศึกษา และพื้นเพของครอบครัว

พื้นเพผมเป็นคนแถวแม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมเข้าเรียนที่โรงเรียนเกาะสมุย โดยการเรียนที่เกาะสมุยได้สร้างพื้นฐานความคิดให้กับผมอย่างมาก เพราะนักเรียนที่เรียนที่โรงเรียนเกาะ สมุยในสมัยนั้นมีเป้าหมายที่จะเข้าโรงเรียนเตรียมแพทย์ โรงเรียนเตรียมวิศวะให้ได้ แต่ในช่วงนั้นผมมีข้อจำกัดทางครอบครัว ผมเลยตัดสินใจเบนเข็มมาทางสายครู

ผมโชคดีที่ผมมีครูที่เป็นต้นแบบซึ่งผมถือว่าเป็นครูที่ดีที่สุดในชีวิตผม ชื่อคุณครู สามารถ ศักดิ์เจริญ ซึ่งปัจจุบันท่านยังมีชีวิตอยู่ที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อผมจบ ม.. 3 ผมได้เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูสงขลา ซึ่งในตอนนั้นผมสอบเข้าวิทยาลัยครูได้ที่ 1 หลังจากจบวิทยาลัยครูสงขลาได้ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ผมได้เข้ามาสอบที่วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร หรือ มศว. ประสานมิตร ครั้งนี้ผมสอบเข้าได้ในลำดับที่ 1 เช่นกัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในสมัยนั้นวิทยาลัยวิชาการศึกษาที่ มศว ประสานมิตรมีชื่อเสียงมากในระดับประเทศ

ในช่วงที่เข้ามาเรียนที่ มศว ประสานมิตร ผมมีความมุ่งมั่นที่อยากจะจบไปด้วยเกียรตินิยม แต่ในช่วงที่ผมเรียนปีแรกผมเกิดความรู้สึกว่าถ้าจะทำให้ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ชีวิตผมคงต้องอยู่กับหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่ ผมเลยตัดสินใจหันไปทำกิจกรรมต่างๆ และไปเล่นกีฬา ไปทำหนังสือพิมพ์ ไปห้องสมุด ไปออกค่ายอาสาพัฒนา ไปอยู่องค์การนักศึกษา จนตอนนั้นพอเข้าเทอมแรกของปีที่สองเกรดเฉลี่ยผมลดลงเหลือ 1.9 ซึ่งในขณะนั้นถ้าหากไม่สามารถทำได้ 2.0 เมื่อจบปีที่ 2 ผมจะถูกรีไทร์ ผมจึงต้องแบ่งเวลาเรียน เวลาทำกิจกรรมใหม่ แต่ผมยังเชื่อว่าการเรียนไม่ใช่แต่เพียงเรียนหนังสืออย่างเดียว จนในที่สุดผมสำเร็จการศึกษาจาก มศว ประสานมิตร ซึ่งในช่วงที่ผมจบขณะนั้นก็เป็นช่วง 14 ตุลาคม 2516 พอดี

หลังจากนั้นผมเริ่มทำงานและกลับมาศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ มศว. ประสานมิตร พอจบปริญญาโทผมก็อยากจะศึกษาต่อระดับปริญญาเอก แต่ในขณะนั้นผมเริ่มคิดว่าการศึกษาในระดับปริญญาเอกไม่ควรจะเป็นที่ มศว. ประสานมิตรอีก แต่ในขณะนั้นที่ มศว. ประสานมิตร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้มาสมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกด้วย ในขณะที่ผมสมัครเรียนที่ มศว. ประสานมิตร และไปสมัครสอบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาเอก หลักสูตรจิตวิทยาการศึกษาด้วย ตอนแรกผมคาดหวังว่าผมจะเรียนปริญญาเอกทั้งสองที่ แต่สุดท้ายมันไม่ไหว ผมตัดสินใจที่จะเลือกเรียนต่อที่ปริญญาเอกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผมเริ่มทำงานครั้งแรกในตำแหน่งอาจารย์ที่วิทยาลัยครูจันทบุรี ต่อมาย้ายมาที่วิทยาลัยครู นครศรีธรรมราช และสุดท้ายย้ายมาที่วิทยาลัยครูสุราษฏร์ธานี ในช่วงที่ผ่านมาผมมีความก้าวหน้าในอาชีพมาเรื่อยๆ และเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารมาเรื่อยๆ จนได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี

หากดูประวัติการศึกษาของผมจะเห็นว่าผมจบคณิตศาสตร์ตอนปริญญาตรี ปริญญาโทผมจบทางด้านอุดมศึกษา ปริญญาเอกผมจบด้านจิตวิทยาการศึกษา นอกจากนี้ในระหว่างทำงานผมได้มีโอกาสเข้าอบรมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และเข้าอบรมภาวะผู้นำของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อบรมการบริหารระดับสูงที่ Kellogg Northwestern University และเรียนรู้ศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัย Oxford

หลังจากที่ผมหมดวาระอธิการบดีที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีแล้ว ผมผันตัวเองมาทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับอธิการบดีมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการการศึกษาคนที่ 1 หลังจากนั้นเมื่อหมดวาระสมาชิกสภาปฏิรูป ผมมาทำงานที่เวทีการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยกับอาจารย์ประเวศ วะสี และร่วมจัดทำแผนการศึกษา พ.. 2560-2574 ของสภาการศึกษาแห่งชาติ และทำแผนการอุดมศึกษา 15 ปี พ.. 2560-2574

_MG_5027

สุราษฎร์ธานีกับเมืองแห่งการศึกษา Education Hub

จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นที่รวมของคนจากหลายๆ จังหวัด เป็นจังหวัดที่เชื่อมระหว่างสองฝั่งอันดามัน และหากเรามองให้ดีเมื่อเราเอาวงเวียนมาวงในบริเวณของอาเซียนจะพบว่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเห็นได้ว่าสภาพภูมิศาสตร์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอยู่ตรงกึ่งกลาง

อย่างไรก็ตามในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาไม่ได้เป็นเรื่องของการสร้างมหาวิทยาลัยให้มีขนาดใหญ่หรือการสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมีอีกหลายๆ แห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การเป็นศูนย์กลางการศึกษาเป็นเรื่องของกระบวนการจัดกิจกรรมทางการศึกษา กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

ผมเคยมีความคิดในสมัยก่อนในการที่จะไปควบรวมมหาวิทยาลัยเหล่านี้เป็นอันเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ผมรู้แล้วว่าไม่ใช่ ณ วันนี้ผมเปลี่ยนความคิด ผมไม่จำเป็นต้องควบรวม แต่สามารถจัดให้กิจกรรมร่วมกันได้ จัดการเรียนการสอนร่วมกันได้ วันนี้กระบวนจัดการศึกษาคือ Value Chain การสร้างความร่วมมือจากหลายองค์กร

บัณฑิตไม่จำเป็นต้องผลิตจากมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว สองมหาวิทยาลัยอาจจะร่วมกันผลิตบัณฑิตได้ ซึ่งจะต้องเกิดจากความร่วมมือกันทั้งองค์กรทั้งการศึกษาและผู้ประกอบการ ตัวอย่างเช่น Thai Fight ในปัจจุบันผลิตบัณฑิตสาขาการจัดการกีฬาร่วมกันกับสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาในวันนี้มหาวิทยาลัยไม่ใช่เป็นพระเอกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ละคนเหมือนการสร้างหนังเรื่องหนึ่งที่ต้องร่วมกันจากทุกภาคส่วน และผมเชื่อว่ากระบวนการแบบนี้จะทำให้สุราษฎร์ธานี เป็นเมืองแห่งการศึกษา มันตอบสนองความต้องการของคนได้จริง

ณ วันนี้ ผมว่าคนต้องการที่จะเรียนคณะอะไร และสาขาอะไร น้อยกว่าเรียนเพื่อจะเป็นอะไร และทำอะไรได้ การที่คนจะเรียนอะไร เพื่อทำอะไรได้นั้นเป็นการตอบโจทก์สำหรับวันนี้และอนาคต เราอาจต้องเปลี่ยนคำถามสำหรับเด็ก จากที่ถามว่าจะเรียนคณะอะไร เป็นต้องการเป็นอะไร เช่น หากคุณต้องการเป็นหมอคุณต้องเรียนวิชานี้ ไม่จำเป็นต้องเรียนในคณะเดียว มหาวิทยาลัยเดียว การจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาต้องอาศัยกำลังทุกภาคส่วน การศึกษาจึงเหมือนการยกจอหนังที่ต้องใช้กำลังจากหลายๆ ภาคส่วนที่เข้ามาช่วยกัน

 

คนของพระราชา ในมุมมองของท่านหมายความว่าอย่างไร

ผมมองว่า “คำว่า คนของพระราชา” เป็นเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เป็นคำตอบแรก ถ้าบอกว่าเราเป็นคนของพระราชาแต่ไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ต้องสะท้อนให้เห็นว่าคุณทำมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทก์ของประเทศอย่างที่พระราชาต้องการได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีจะต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ดูแลท้องถิ่น ไม่เพิกเฉยต่อปัญหาของชาวบ้าน ไม่เป็นมหาวิทยาลัยที่ปิดโอกาสคน การที่จะพูดว่าเป็น “คนของพระราชา” มันต้องทำกิจกรรมที่เดินตามรอยพระราชาทำก่อน ถึงจะพูดได้ว่าเป็นคนของพระราชาตามรอยพระองค์ท่าน ดังนั้นมหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีต้องผลิตบัณฑิตมีอาชีพที่เป็นนักปฏิบัติที่ติดดิน ต้องเอาโจทก์ของท้องถิ่นเป็นตัวตั้งและออกแบบมหาวิทยาลัยตามนั้น

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งเพิกเฉย เมื่อไม่กี่วันมีไฟไหม้ที่ดอยสุเทพ ไฟไหม้ที่พรุโต๊ะแดง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าสังคมมีปัญหา คำถามคือมหาวิทยาลัยทำอะไร มันไม่ใช่แค่การเข้าไปบอกในห้องเรียนว่า เราต้องไม่ตัดต้นไม้นะ ถ้าเป็นผมจะส่งนักศึกษาเข้าไปช่วยในพื้นที่ มันเป็นการสอนและส่งสัญญาณว่าทุกคนมีหน้าที่ดูแล สิ่งแวดล้อม ด้วยการทำ ไม่ใช่ด้วยการถูกสอนว่าให้ทำ เราต้องทำให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยการทำ มากกว่าสอนว่าให้ทำ นักศึกษาต้องเป็น active learner ไม่ใช่ passive learner

อีกตัวอย่างคือเรื่องการลงประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ วันนี้ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนที่คิดว่าเป็นหน้าที่ เราพบว่ามหาวิทยาลัยเพิกเฉย ทำไมนักศึกษามหาวิทยาลัยไม่ไปทำในสิ่งเหล่านี้ ถ้านักศึกษาไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญ แล้วประชาชนจะเข้าใจได้อย่างไร นักศึกษาต้องถูกปลูกฝังว่านี่คือวิถีของเราที่เราต้องเข้าไปช่วยประเทศ นี้คือการสอนประชาธิปไตยโดยที่เราไม่ต้องสอน

ตัวอย่างปัญหาในพื้นที่ของสุราษฎร์ธานี ในบทบาทของคนของพระราชาและบทบาทของมหาวิทยาลัย ในวันนี้เกษตรกรที่ปลูกพืชผลต่างๆ ทำบัญชีเป็นหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าปลูกแล้วจะขายใคร การปลูกพืชแบบหลากหลายควรจะทำอย่างไร นี่คือบทบาทของมหาวิทยาลัยชัดๆ นักศึกษาต้องมีคลินิกเกษตรกรให้ประชาชนเข้ามาปรึกษา มหาวิทยาลัยต้องช่วยออกแบบกับประชาชนและให้นักศึกษาเหล่านี้เข้าไปช่วย ในเรื่องการตลาด ชาวบ้านขายพืชผลอำนาจต่อรองมีน้อย กลไกการตลาดไม่รู้ เราเข้าไปช่วยได้ไหม

บทบาทของมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีควรเป็นอย่างไร

ผมมองว่าในปัจจุบันเราติดกับดักเรื่องพันธกิจของมหาวิทยาลัยว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่คือสอน บริการวิชาการ ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เราไม่เคยต้องคำถามต่อว่าเพื่ออะไรเพื่อใคร ถ้าจะตั้งพันธกิจใหม่ มหาวิทยาลัยควรมีหน้าทีผลิตบัณฑิต สร้างองค์ความรู้ และนำบัณฑิตและองค์ความรู้มาขับเคลื่อนไปสู่ชุมชนและท้องถิ่น ถ้าเป็นแบบนี้จะตอบโจทก์มากกว่า หากยึดตามหลักนี้จะตอบได้เลยว่าผลิตบัณฑิตสาขานี้ไม่ใช่ความต้องการของชุมชน วิจัยเรื่องนี้ไม่ใช่ความต้องการของชุมชน

 _MG_5001

ปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย

ธรรมาภิบาลมีสองลักษณะ ประการแรกคือการมองแล้วตัดสินโดยไม่มีข้อมูล เช่น หากมีโครงการใหญ่ต้องมีการโกง การรับคนเข้ามาทำงานต้องมีการรับพวกพ้อง ธรรมาภิบาลบางครั้งเป็นเรื่องของอคติ การไม่มีธรรมภิบาลในมหาวิทยาลัยมันมีจริง มีกระบวนการเอื้อ มีกระบวนการที่คิดว่าไม่ผิดแต่ผิด มีกระบวนการที่ผิดแต่เจตนาที่จะทำ เพราะฉะนั้นมีทั้งสิ่งที่เป็นจินตนาการ อคติ และปรากฏการณ์ในโลกของความเป็นจริง ถ้าเราปล่อยไปโดยไม่จัดการ เราจะสิ้นหวังกับการสร้างคนรุ่นใหม่

เราต้องจัดการสร้างระบบธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยให้ได้ ผมมองว่ามหาวิทยาลัยควรมีคณะกรรมการธรรมาภิบาลหรือสมัชชาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยที่มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย นั้นแปลว่าเรื่องอะไรก็ตามที่มีคำถามในเรื่องเหล่านี้โยนลงไปในคณะกรรมการธรรมาภิบาลให้คณะกรรมการพิจารณา ถ้าทำไม่ได้ก็หยุด ถ้ามีคณะกรรมการธรรมาภิบาล การร้องเรียนก็จะน้อยลง และตอบคำถามต่อสังคมได้ เช่น ทำไมต้องก่อสร้างอาคารนี้ ประกวดราคาโดยวิธีพิเศษ ผมจะส่งไปที่คณะกรรมการธรรมาภิบาลให้วินิจฉัยว่าควรหรือไม่ ผมว่าไม่มีประโยชน์ที่จะให้รองอธิการบดีมาช่วยกรอง จึงเป็นการที่ไม่ใช่ทำแล้วก็แก้ แต่ให้แก้ก่อนที่จะทำ และนำนักศึกษาให้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งนักศึกษาจะไม่ใช่ passive person ในมหาวิทยาลัย แต่ต้องเป็น player ด้วย

ทักษะที่จำเป็นสำหรับบัณฑิตในยุคใหม่

ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การมุ่งอนาคต และการตัดสินใจ เป็นทักษะที่จำเป็น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยทั้งหมดทั้งปวงนี้มีเรื่องเทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน เราจะสามารถสร้างมันได้โดยกระบวนการให้นักศึกษาลงไปปฏิบัติจริง และที่จะทำให้เกิดได้จริงๆ คือการส่งนักศึกษาเข้าไปในพื้นที่ โลกยุคใหม่ ถ้าเราเอาแต่สร้างอาคารเรียน จะตอบสนองความต้องการของอนาคตได้อย่างไร โลกของการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยคือ สถานประกอบการ ชุมชน และสังคม เปรียบเสมือน Value Chain ห่วงโซ่แห่งคุณค่า กระบวนการของมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องของผู้ประกอบการ ชุมชน และสังคม ที่จะต้องเข้ามาร่วมกันออกแบบคนที่ต้องการจ้างอนาคต

ผมมีความกังวลที่มหาวิทยาลัยบางแห่งมุ่งเน้นแต่การสร้างสิ่งปลูกสร้าง เช่น อาคารเรียน ซึ่งมันไม่ใช่ทิศทางที่ควรจะก้าวไปในอนาคต การเรียนจะต้องเกิดได้ anytime anywhere สิ่งปลูกสร้างต่อไปจะไม่มีคนใช้ กระบวนการเรียนในมหาวิทยาลัยต้องสามารถที่จะเรียนออนไลน์ ตัวอย่างที่เห็นทุกวันนี้หากเราต้องการสั่งอาหารอร่อยๆ เราไม่ต้องไปที่ร้านแล้ว เราแค่เปิดดูไลน์ Facebook อาหารมาส่งถึงที่ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยเองต้องให้นักศึกษาลงไปในพื้นที่

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยจะต้องเปิดกว้างให้ใครก็ได้ส่งลูกมาเรียน แต่ไม่ใช่เปิดกว้างแต่เพียงอย่างเดียว ต้องร่วมกันผลิต ร่วมกันรับไปทำงาน พ่อที่เป็นทนายความเปิดบริษัททนายความ ถ้าต้องการส่งลูกมาเรียนนิติศาสตร์ ควรจะให้เรียน เพราะเค้ามีงานทำแน่ๆ เพราะนักศึกษามีครูทั้งที่บ้านและมหาวิทยาลัย และมี passion ในวิชาชีพอยู่ในสายเลือด กระบวนการในการคัดคนเข้าเรียนต้องให้ความสำคัญกับสถานประกอบการมากขึ้น เพราะมีส่วนในการรับเด็กไปฝึกงานและทำงานและให้ทุนนักศึกษาที่รับเข้าเรียนได้ เช่น บริษัท A ต้องการให้ลูกทำธุรกิจ มหาวิทยาลัยรับให้เข้าเรียนบริหารธุรกิจ แต่บริษัท A ต้องรับนักศึกษาคนนั้นเป็นพนักงานตั้งแต่ต้น รับไปฝึกงาน รับไปทำงาน และบริษัท A ต้องมาช่วยสอนในมหาวิทยาลัยด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทักษะชีวิต

 

มุมมองการสร้างสุขในองค์กร

องค์ประกอบของความสำเร็จในการทำงานมีอยู่สองอย่าง ประการแรกคือความสุข เราไม่มีทางที่จะทำกับข้าวอร่อยถ้าเราทุกข์ เราไม่มีทางร้องเพลงเพราะถ้าใจเราขุ่นมัว การมองโลกในแง่ดี การมองโลกอย่างมีความหวัง สิ่งที่สองคือ ศักยภาพในตัวคน (Competency) มีความสุขแต่ทำอะไรไม่เป็นก็ไม่ได้ หลังจากมี ความสุชและมีศักยภาพก็จะเกิด performance อย่างที่เราต้องการ

วันนี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยพยายามจะตั้ง performance โดยไม่ได้ดูเลยว่าบุคลากรมีความสุข มีศักยภาพหรือเปล่า ผมมองว่าเราต้องใส่ Value เข้าไปให้บุคลากรมีความสุขในงานที่ทำ ให้มีความภูมิใจในองค์กร ให้มีอนาคตจากองค์กรนั้นด้วย นี่คือ Value ให้มองโลกในแง่ดี มองเพื่อนมนุษย์อย่างเอื้ออาทร

ส่วนที่สองต้องใส่ competency ศักยภาพ เราต้องการให้บุคลากรมีศักยภาพอย่างไร ต้องการให้ผลิตอะไรออกมา ต้องใส่ศักยภาพด้านนั้นเข้าไป ถ้าต้องการให้นักศึกษาวิจัยเป็น เราต้องมีอาจารย์ที่เข้าใจงานวิจัยอย่างถ่องแท้ เราต้องการให้นักศึกษาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ เราต้องมีอาจารย์ที่มีความสามารถในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

อาจารย์ในมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องปรับตัวอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการศึกษา วิธีการสอน และการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อาจารย์จะต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก ในส่วนของอาจารย์ในปัจจุบัน ผมมองว่าเราต้องการสร้างอาจารย์ที่มีศักยภาพ เราจำเป็นต้องมีสถาบันพัฒนาอาจารย์ที่จะพัฒนาอาจารย์ให้มีศักยภาพตามที่เราต้องการ แค่อาจารย์รู้ว่ามหาวิทยาลัยไม่ทอดทิ้งความสุขก็เกิดแล้ว ในขณะเดียวกัน บุคลากรต้องพยายามทำตัวให้เป็นคนที่ใช่สำหรับองค์กรด้วย บุคลากรต้องเป็นปลาเป็นไม่ใช่ปลาตาย ที่พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปด้วยกัน บุคลากรต้องพยายามที่จะสร้างงาน ผลิตคน ผลิตความรู้ และนำคนและความรู้ไปขับเคลื่อน

การส่งอาจารย์ไปเรียนต่อต่างประเทศยังมีความจำเป็นอยู่ แต่มีแนวคิดว่าผมจะใช้วิธีรับอาจารย์แบบใหม่โดยการให้ทุนย้อนหลัง โดยหากผมมีอาจารย์หนึ่งคนที่สอบไปเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศได้ ผมตัดสินใจส่งไปเรียน ผมต้องรออีกห้าปีกว่าอาจารย์ท่านนั้นจะสำเร็จการศึกษาและกลับมาปฏิบัติหน้าที่ แต่การรออีก 5 ปี มันมีความเสี่ยงมหาวิทยาลัยไม่แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับทุนจะจบการศึกษาหรือไม่ และจะกลับมาทำงานหรือไม่ หรือไม่แน่ใจว่าความต้องการในศาสตร์นี้ยังคงอยู่หรือเปล่าเมื่อเวลาผ่านไป การส่งคนไปแบบนี้มีความเสี่ยง วั

ผมมีแนวคิดจะปรับรูปแบบใหม่ หากมีคนปริญญาเอกมาสมัคร หากคุณเดินมาสมัครผมให้ทุนหมดเลยตามที่คุณไปใช้จ่ายในการเรียนปริญญาเอก โดยมีสัญญาว่าจะต้องทำงานภายในกี่ปี และทยอยจ่ายเงินดังกล่าวให้เป็นเดือนบวกเพิ่มไปในเงินเดือนโดยไม่ได้จ่ายเป็นก้อนเดียว ผมได้อะไรจากการทำแบบนี้ ประการแรกผมได้คนจบปริญญาเอกทันที สองผมได้คนมาทำงานทันที และหากเบี้ยวความเสียหายก็น้อย หรือหากโครงการนี้เกิด ผมอาจจะรับคนที่ทำงานที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่อื่นมา 10 ปีแล้ว แต่มีความประสงค์จะลาออกมาทำงานกับผม เราให้ทุนย้อนหลังได้ด้วยเช่นกัน

 

ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งไม่สามารถเรียนได้และต้องลาออก

ประการแรกเงินรายได้ที่เรามีทั้งหมดต้องกันไว้เป็นทุนการทำงานสำหรับนักศึกษาเหล่านี้ ประการที่สองในส่วนที่นักศึกษาไปทำงานในสถานประกอบการ เราแปลงการฝึกงานและเป็นการจ้างและเอาการจ้างเป็นต้นทุนของบริษัท บริษัทสามารถนำต้นทุนนี้ไปลดภาษีได้สองเท่า แน่นอนเราต้องมีเครือข่าย เพราะผมได้กล่าวไว้แล้วว่าการผลิตบัณฑิตมีหมุดตรึงหลายตัว ผมกำลังมองว่าบริษัทจ้างนักศึกษาเราเป็นพนักงานตั้งแต่ต้น นี่คือการให้ทุน และค่าจ้างพนักงานคือต้นทุนของบริษัทที่นำไปลดหย่อนภาษี ช่วงที่นักศึกษาว่างให้มาทำงานให้บริษัทนักศึกษาจะได้เห็นคุณค่าของบริษัท คุณค่าของการทำงาน และได้ประสบการณ์ด้วย มหาวิทยาลัยจะก้าวไปข้างหน้าต้องนำพาไปทั้งอาจารย์ บุคลากร นักศึกษา

นอกจากนี้ต้องมีช่องทางหารายได้แบบอื่นที่ไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดินแต่เพียงอย่างเดียว ในปัจจุบันผมไม่ได้หนักใจว่านักเรียนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยน้อยลง การศึกษามหาวิทยาลัยในอนาคตผมมองไปข้างหน้าว่าถ้าเทคโนโลยีเข้ามา คนหนึ่งคนที่ทำงานแล้วจะต้องเปลี่ยนงานสามสี่รอบ เนื่องจากการเข้ามาทดแทนของเทคโนโลยี เราต้องจัดการศึกษาให้คนทำงานแล้ว เพราะเค้าต้องการการเติมเพื่อเสริมศักยภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนงานใหม่ เนื่องจากมีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ตำแหน่งเดิม

รายได้อีกส่วนหนึ่งมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคน เช่น เทศบาลจัดอบรมภาษาจีนสำหรับเป็นมัคคุเทศก์ เทศบาลซื้อหลักสูตรมาจากมหาวิทยาลัย และไปดำเนินการจัดอบรมให้ประชาชนทั่วไป การดำเนินการแบบนี้ประชาชนไม่ต้องจ่ายเอง เทศบาลจ่ายให้ เป็นการพัฒนาคน เพราะถ้าคนมีรายได้ รายได้ก็ย้อนกลับมาที่เทศบาล เหมือนการอบรมของ มติชน หรืออบรมการขายตรง ซึ่งในปัจจุบันไม่ใช่ Amway แล้ว ก๋วยเตี๋ยว ข้าวยำ ขายตรงได้

ความสำคัญศิษย์เก่าของราชภัฎสุราษฎร์ธานี

ผมมองว่าเราเข้าไปไม่ถึงแก่นของศิษย์เก่า ผมไปอบรมที่เคมบริดจ์ ผมเป็นศิษย์เก่า เคมบริดจ์ส่งเอกสารข่าวมาให้ผมทุกปี เมื่อส่งข่าวคราวที่ไม่ใช่เรื่องของเงิน ศิษย์เก่ามีความยินดี แต่วันนี้ศิษย์เก่ามักจะถูกขอความอนุเคราะห์เรื่องเงิน มันเป็นฝันร้าย ต้องเปลี่ยนกรอบความคิด

วันนี้ศิษย์เก่าอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมากเราสามารถเชิญศิษย์เก่ามาเป็น mentor หรือพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษา ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับชีวิต ศิษย์เก่า 2 คน เป็นพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษา 1 คน ใน รูปแบบนี้ศิษย์เก่าจะมีความหมายมาก มากกว่าการระดมเงิน วันนี้กระบวนการเหล่านี้ยังไม่เกิด ศิษย์เก่าทุกคนคือหมุด ซึ่งจะมีพลังมหาศาล มหาวิทยาลัยมีศิษย์เก่าที่เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง ผู้ประกอบการ และข้าราชการผู้ใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวนมาก ในอดีตมีนักธุรกิจ ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่นหลายคนที่สำเร็จการศึกษาจากโครงการ ExBA ExPA ซึ่งผมมองเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งคิด และได้วางแนวทางมาหลายปีแล้ว ลองนำคนเหล่านี้มาเป็น mentor ให้กับนักศึกษาจะเป็นพลังมหาศาล และให้โอกาสน้องๆ เข้าไปฝึกงาน นี่คือการสร้างองค์กรอย่างมีความหมาย

_MG_5012

อยากฝากอะไรไว้ให้กับชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ผมมองว่าคนสุราษฎร์ธานีมีศักยภาพในระดับที่น่าพอใจ แต่ยังขาดกลไกที่จะใช้ศักยภาพได้เต็มที่ ถ้าคนสุราษฎร์ธานี สถาบันการศึกษา ผู้นำท้องถิ่น นักธุรกิจ สามารถมานั่งพูดคุยกับเพื่อมาร่วมพัฒนาสุราษฎร์ธานี เพื่อพัฒนา Value และ ศักยภาพ Performance ก็จะเกิด ถ้าเราสามารถสร้างตรงนี้ได้ Value เรามีท่านพุทธทาส เรามีความเป็นเมืองคนดี เราขาดศักยภาพ ต้องมาร่วมพูดคุยว่าจะพัฒนา Competency หรือศักยภาพ อะไรให้เป็นพิเศษให้กับคนสุราษฎร์ธานี วันนี้คนสุราษฎร์ธานีมีกุ้ง ปลา หอย ปาล์ม ยาง การปลูกทำได้ดี แต่บางเรื่องยังมีปัญหาในการนำไปขายไปต่างประเทศ แต่เดิมมหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีเคยมี AEC ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลธุรกิจ แต่ปัจจุบันได้ให้บริษัทเอกชนเช่า ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เนื่องจากศูนย์ AEC ดังกล่าวสามารถจัดอบรม เชิญทูตพาณิชย์ กงสุล ประเทศในอาเชียน ถ้าจะค้าขายกับพม่า กัมพูชา นักธุรกิจต้องเตรียมตัวอย่างไร เราสามารถเชิญบุคคลเหล่านี้มาให้ความรู้ แลกเปลี่ยนร่วมกัน นอกจากนี้ยังสามารถเป็นแหล่งคัดสรรคนจากอาเซียนให้กับสถานประกอบการ วันนี้ถ้าเราบอกว่าบริษัทต้องการคนพม่าสักสิบคน เราจะหาที่ไหน เราสามารถฝึกอบรมแรงงานต่างด้าวได้ ก่อนจะส่งลงไปยังสถานประกอบการ

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่บ้าน SRU บนเกาะสมุย ผมหวังที่จะให้เป็นตัวอย่างของ Guest House ให้นักศึกษาที่เรียนการโรงแรม ได้มีฝึกประสบการณ์ในการบริหาร Guest House ไม่จำเป็นว่านักศึกษาที่เรียนการโรงแรมจะต้องบริหารโรงแรมขนาดใหญ่ ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้จัดสรรไปทำอย่างอื่นแล้ว ในส่วนวิทยาลัยนานาชาติ หากเรามาเรียนวิทยานานาชาติที่สมุยมันคือ สี่เอส 4S หรือ Sea Sand Sun Study จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันคนจีนมาท่องเที่ยวสมุยเป็นจำนวนมาก ถ้าเราสามารถนำนักศึกษาคนจีนมาเรียนการท่องเที่ยวกับเราได้ หรือนักศึกษาจากเวียดนาม พม่า มาเรียนที่เรา หากนักศึกษาเหล่านี้จบแล้ว เราสามารถจ้างให้ทำงานกับเราและให้ไปเปิดสำนักงานในประเทศบ้านเกิดเพื่อเป็น ตัวแทนในการรับนักศึกษาต่างชาติให้กับทางมหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีต่อไป

สุดท้ายผมเป็นนักคิด อะไรก็ตามผมคิดแล้วเป็นประโยชน์ผมจะคิด ปัจจุบันผมเสนอแนวคิดในการทำแผนการศึกษาของชาติ ความสุขของคนเราจะมีความสุขมากเมื่อความคิดของเราได้รับการปฏิบัติ จุดที่ผมเคยเป็นอธิการบดี คือจุดสูงสุดในชีวิตผมแล้ว และผมคิดว่าผมไม่ต้องพิสูจน์แล้วว่าผมเป็นอธิการที่ดีหรือไม่ดี กระบวนการพิสูจน์ตัวเองมันจบแล้ว แต่ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก้าวต่อไป ผมคิดว่าผมต้องทำเพื่อบอกว่าราชภัฎฯต้องไม่หยุดเพียงแค่นี้ เรามีสิ่งดีๆ ขึ้นเยอะ ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยกำลังเสียศูนย์ติดกับดักพันธกิจ สอน วิจัย บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ประเทศ ส่วนกระบวนการสอน วิจัย บริการวิชาการ เป็นแค่ส่วนหนึ่งในการตอบโจทก์ประเทศ หน้าที่ของมหาวิทยาลัยคือการสร้างความรู้ ไม่ใช่การมุ่งสร้างสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารขนาดใหญ่ หากเราต้องเลือกระหว่างการสร้างอาคารหนึ่งหลังกับการซื้อโปรแกรมหรือฐานข้อมูลใหม่ๆ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เราควรจะเลือกการซื้อโปรแกรมหรือฐานข้อมูลใหม่ๆ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ การสร้างหอสมุดใหญ่ๆ วันนี้มันไม่ใช่แล้ว เพราะห้องสมุดมันเป็นดิจิตอลไปหมดแล้ว ห้องสมุดที่ผมต้องการคือห้องสมุดที่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลหรือหนังสือออนไลน์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและต่างประเทศได้ หากผมต้องการหนังสือเล่มหนึ่งที่อยู่ที่ MIT เราสามารถสั่งผ่านทางห้องสมุดราชภัฎฯ ได้ นี่ต่างหากคือทิศทางที่มหาวิทยาลัยควรจะก้าวไป

Be Sociable, Share!
error: Content is protected !!