พุทธทาสกับธรรมิกสังคมนิยม

Text  : กานต์ ลิ่มสถาพร

ความคิดทำอะไรได้หลายอย่าง คิดดู คุยกันดู เบื่อก็คิดใหม่ บางคนก็ขโมยความคิดดีๆ ไปขายท่านพุทธทาสเป็นนักคิด ไม่ได้คิดกลมแต่ในเรื่องศาสนา แต่คิดกว้างไปถึงฟิสิกส์และจักรวาล

นอกจากนี้  ท่านพุทธทาสยังมีความคิดเชิงอุดมคติทางสังคมและการเมืองอีกด้วย  ท่านเป็นนักคิด แต่ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวที่มุ่งเรียกร้อง ขับเคลื่อน  กดดันให้สังคมยอมรับความคิดของตัวเอง  แต่เสนอความคิดสู่สาธารณะเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ แปลว่า ความคิดนั้นอาจผิดได้ ถูกโค่นล้มได้ หากมีอีกแนวคิดที่ดีกว่า ได้ยอมรับในเชิงปฏิบัติมากกว่า

น่าแปลก  ที่แนวคิดของท่านพุทธทาส  เรื่อง “ธรรมิกสังคมนิยม” ถูกใครต่อใครนำไปอ้างในทางการเมืองมากเป็นพิเศษ โดยอาศัยสถานะความเป็นพระที่มีคนเคารพมหาศาล มาเป็นฐานอ้างอิง เพื่อหลบหลีกการตั้งคำถาม การโต้แย้ง และสงสัย

เป็นการอ้างถึงธรรมิกสังคมนิยม เพื่อให้มันมีสีสันในการปฏิเสธเสรีประชาธิปไตย ไม่ได้เห็นด้วย หรือเข้าใจแนวคิดของท่านอย่างถ่องแท้ อ้างไปอ้างมา บางครั้งก็เลยเถิดไปจนกลายเป็นสัจธรรมสำเร็จรูป ที่เอาไปใช้ตอบปัญหาได้ทุกเรื่อง เถียงก็ไม่ได้ ที่สุดก็กลายเป็นอำนาจนิยมทางความคิดไป

ที่นี้ มาดูเนื้อในของแนวคิดธรรมิกสังคมนิยม ถ้าอ้างอิงตำนานจากพระไตรปิฎก  (อัคคัญญสูตร)  ว่าในสมัยก่อนเมื่อมนุษย์อาศัยอยู่ในป่าโดยไม่มีวัฒนธรรม มีทรัพยากรเพียงพอ อยู่กันอย่างสันติ ความเป็นสังคมนิยมแบบดั้งเดิมนี้ดำรงอยู่ จนมนุษย์เริ่มรู้จักกักตุน ขโมย ทะเลาะเบาะแว้ง เพราะความโลภ (กิเลส) เอาเปรียบกันจนความทุกข์ยากแผ่ขยายไปทั่ว

พุทธทาสภิกขุ

พุทธทาสอธิบายว่า “อยู่มากระทั่งวันหนึ่ง มนุษย์พูดหลุดปากออกมาว่า พอใจ! พอใจ!”คำว่า พอใจ นี้ที่เป็นภาษาบาลีว่า ราชา

เมื่อพระเจ้าสมมติราช  กษัตริย์พระองค์แรกในโลกเกิดขึ้น  เพื่อนำสันติภาพและความสงบเรียบร้อยกลับคืนมา คำนี้ก็เกิดขึ้นมาเป็นชื่อเรียกของคนที่ถูกสมมตินั้นว่าราชา

ผู้นำทางการเมืองจึงควรเป็น“ธรรมราชา”ผู้ตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรม ถ้าคนดีเป็นปกครองสังคมทั้งระบบก็จะดีไปด้วย ในทางกลับกันถ้าผู้ปกครองเลวจะทำให้ระบอบการปกครองเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

การปกครองแบบ “ธรรมิกสังคมนิยม”จึงขึ้นอยู่กับคุณธรรม ความรับผิดชอบ และการตัดสินใจของผู้นำเป็นสำคัญ ตัวอย่างผู้ปกครองที่ทรงคุณธรรม จากตำนานและประวัติศาสตร์ เช่น พระเจ้าสมมติราช (กษัตริย์ตามตำนานพระองค์แรกของโลก) พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดียและพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย

จะเห็นว่าการปกครองธรรมิกสังคมนิยม เคยใช้ได้ผลดีในอาณาจักรโบราณ  แต่สังคมปัจจุบันที่สลับซับซ้อน  เราต้องการระบบตรวจสอบอำนาจที่มีประสิทธิภาพในการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของสังคม

ประหนึ่ง ท่านพุทธทาสตั้งข้อสงสัยว่า “ถ้าพระราชาเป็นเผด็จการ เป็นทุรราช เป็นทรราช หรือว่าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบนั้นก็ควรอยู่ที่จะเลิกถูกแล้ว  แล้วทำไมจึงต้องไปเลิกระบบพระราชาที่ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นต้นตอของสังคมนิยม… สังคมนิยมที่แท้จริงหรือเป็นธรรมนั้น ย่อมไม่สร้างคนสองจำพวกนี้  (นายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ)  จะสร้างแต่ระบบที่ประกอบไปด้วยธรรมที่ถูกต้อง เช่น ระบบที่ไม่มีโอกาสแห่งการกอบโกย”

ท่านพุทธทาส  เพิ่มเติมอีกว่า “เผด็จการ” มิใช่ในฐานะทรราช  แต่ในฐานะผู้พิทักษ์ประโยชน์ส่วนรวม  แล้วอธิบายว่า “เผด็จการ”มีสองความหมาย คือ

หนึ่งในฐานะอุดมการณ์ทางการเมือง เช่น ลัทธิรวบอำนาจของเผด็จการทหาร เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

สองในฐานะเครื่องมือเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายอันพึงปรารถนา นับเป็นการกระทำสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วฉับไว

ท่านเห็นว่า  ควรใช้วิธีการแบบ “เผด็จการโดยธรรม” ในอันที่จะยุติความเกลียดชังและความยุ่งยากทั้งหลาย และนำสังคมกลับคืนไปสู่ความสงบสุข ตรงกับหลักการประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม  ตามหลักแห่งพระศาสนา ที่ประกอบด้วยธรรมและดำเนินการอย่างเผด็จการแนวทศพิธราชธรรม

Louis Gabaudeวิจารณ์ว่า ธรรมิกสังคมนิยมเป็นไปได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะไม่มีใครจะสามารถจินตนาการได้ว่า  องค์ประกอบที่สำคัญ  3 ประการ  (ธรรมะ  เผด็จการ  สังคมนิยม)  ของรัฐในอุดมคติของพุทธทาส  จะเข้ามารวมกันได้อย่างไรในสังคมไทยปัจจุบัน

ขณะที่ Donald Swearerเห็นว่าทรรศนะของพุทธทาส เป็นบทวิพากษ์ของทั้งระบบทุนนิยมและสังคมนิยมแบบตะวันตก  และให้หลักการพื้นฐานในเรื่องปรัชญาการเมือง น่าจะช่วยนำประเทศไทยไปสู่สังคมที่ยุติธรรมและเสมอภาคมากขึ้น

ถ้าหยิบ  ผู้นำทางการเมืองของพุทธทาสภิกขุไปวางเคียงกับอุตมรัฐ (Republic) ของ Plato สาธารณรัฐสังคมนิยมของเพลโต จำแนกพลเมืองออกเป็น 3 ชั้น คือ ราชานักปราชญ์ ข้าราชการ และประชาชน

ราชานักปราชญ์  เป็นผู้ปกครองที่มีคุณธรรมและสติปัญญามากที่สุด  และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับ “ธรรมราชา” ในธรรมิกสังคมนิยมของพุทธทาส

แต่วิกฤตการณ์ประเทศไทยปัจจุบัน  ทุนนิยมผูกขาดกำลังครองเมือง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกอยู่ในมือของชนชั้นนายทุนผู้มั่งคั่ง แม้ว่าโดยหลักการแล้ว ทุกคนมีสิทธิที่จะแข่งขันโดยเสรี

Print

ท่านพุทธทาส วิพากษ์จุดอ่อนของประชาธิปไตยและสังคมนิยม โดยมองว่าเสรีประชาธิปไตยตอบสนองความเห็นแก่ตัวของปัจเจกบุคคลมากเกินไป  ขณะที่สังคมนิยมนั้นดีกว่า  เพราะมีกฎควบคุม  จำกัดความเห็นแก่ตัวของปัจเจกบุคคล  และให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า  แต่ก็มีจุดอ่อนตรงที่การยอมรับวิธีรุนแรงในการปฏิวัติโค่นล้มชนชั้นนายทุน

เมื่อเป็นเช่นนี้  ท่านพุทธทาสจึงเสนอแนวคิดธรรมิกสังคมนิยม ปฏิเสธเสรีประชาธิปไตย โน้มเอียงมาทางสังคมนิยม แต่ไม่เห็นด้วยในเรื่อง“วิธีการ” บางอย่าง

สรุปว่าเป็น “ธรรมิกสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบเผด็จการ” คือ มิอาจโต้เถียงหรือประนีประนอมได้ ดีกับชั่ว จริงกับเท็จ ถูกกับผิด จะคิดแตกต่างไปจากหลักธรรมมิได้เป็นอันขาด แต่ไม่ได้แปลว่า ท่านพุทธทาสสนับสนุนเผด็จการ หรือประชาธิปไตยแบบไทยๆ แต่อย่างใด

อันที่จริง ธรรมิกสังคมนิยมสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ใหม่ สอดคล้องกับหลักคิดเรื่องธรรมาภิบาลของระบบทุนนิยม  ประเทศไทยมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  มีหลักธรรมทางศาสนา  แม้ว่าเราจะเลือกข้างเสรีนิยมมากกว่าที่จะอยู่แบบพอเพียงก็ตาม

เศรษฐศาสตร์แนวพุทธเป็นเศรษฐศาสตร์มัชฌิมา คือ ยึดถือทางสายกลางมุ่งไปที่คุณภาพชีวิตและความสุขที่แท้จริงของมนุษย์  ขณะที่เศรษฐศาสตร์นั้นสอนให้ตระหนักถึง “ความจำกัด” ของสรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นเวลา แรงงานทรัพยากรธรรมชาติ  และเงินทองทรัพย์สิน  แล้วต่างคนต่างเลือกที่จะร่ำรวยด้วยการรีดเอาทุกอย่างจากธรรมชาติ ร่ำรวยบนความหายนะ ความไม่เท่าเทียมความไม่เป็นธรรม และความทุกข์

แม้วิถีธรรมเป็นเหมือนความฝัน เป็นอุดมคติที่มิอาจเป็นจริงได้ แต่ผมชอบที่ท่านพุทธทาสชี้ชัดว่าการเมืองคือศีลธรรม และนักการเมืองต้องมีธรรมะ

Be Sociable, Share!
error: Content is protected !!