‘ความว่าง’ ในทัศนะของพุทธทาส (15)

Image

Text/Photo: กานต์ ลิ่มสถาพร

 

มีปัญญาอยู่ 2 แนวทางที่เป็นต้นตอของความยุ่งยากทั้งหลายในโลก นั่นคือ การต่อสู้ของความพยายามที่จะรักษาและปกป้อง “ความเป็นจริง” ที่เห็นแตกต่างกัน ทั้ง 2 ฝ่ายต่างต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะสงวนเอาไว้เป็นของตัวเอง

หนึ่งนั้น เป็นพวกที่มากกว่ามากที่เห็นและเชื่อมั่นต่อ “ความเป็นจริง” ตามที่สายตามองเห็น และสามารถพิสูจน์ได้เป็นรูปธรรม ทั้งนำผลของมันมาใช้เป็นประโยชน์ตามที่ตนคิดว่าเป็นประโยชน์และจำเป็นต่อความต้องการเพื่อความอยู่รอด เป็นความจำเป็นทางโลกียะที่เป็นค่านิยมของสังคม ความต้องการความมั่นคงสมบูรณ์ทางกาย ทางวัตถุ ที่คนคิดว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นจริงในการดำรงชีวิต เป็นความพอใจ อิ่มใจในความสำเร็จด้วยปัญญาที่ตนเข้าใจว่า “ความเป็นจริง”

ทางโลกคือความจริงแท้

กับอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นฝ่ายที่มีน้อยกว่า เป็นพวกที่รับรู้สัมผัส “ความเป็นจริง” จากความรู้ที่เกิดจาก “ภายใน” ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ทั้งยังนำผลมายังประโยชน์ต่อความจำเป็น ความต้องการทางกาย ทางวัตถุ ต่อการดำรงชีวิตในสังคมไม่ได้ ให้ได้แต่ความเชื่อ ศรัทธาของคุณค่าของความเป็นมนุษย์

ความเชื่อ ศรัทธาต่อที่มาที่ไป ความหมายที่แท้จริงของมนุษย์ และความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมโลก ร่วมสังคม มากกว่าความสุขทางกาย ทางวัตถุเฉพาะหน้า เชื่อมั่นว่าคุณค่าของความเป็นมนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย จะต้องมีคุณค่า คุณธรรมของจิตวิญญาณ

สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา จากการเห็น จากการสังเกต พัฒนามาเป็นความรู้ “ความเป็นจริง” ทำให้จิตวิญญาณมีความสำคัญต่อการอยู่รอดปลอดภัยของสังคมในระยะยาว

ดังนั้น มนุษย์ทางปัญญาสายนี้ จะปกป้องรักษาคุณค่าที่ว่านั้น มากกว่าความเป็นจริงทางโลก

คัมภีร์ของวันวาน กลายเป็นเรื่องไร้สาระและล้าสมัย จากการค้นพบพิสูจน์สิ่งใหม่ในวันรุ่งขึ้น

J7622557-11

สิ่งที่ไม่รู้ในวันนี้ อาจได้รับความกระจ่างพรุ่งนี้ มะรืนอาจกลายเป็นศาสตร์ทางวิชาการ เป็นความจริงตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ความแข็งกระด้างใจ ตรงไปตรงมานี้ หากว่ากันตามเนื้อผ้า หลักการของวิทยาศาสตร์ได้กลายเป็นรูปแบบและโครงสร้างของสังคมปัจจุบันไปแล้ว

เราปล่อยให้ความรู้วิชาการล้วงลึก หยิบฉวยเอาความรัก ความเมตตา ความอบอุ่น และความสงบสุขทางใจกลายเป็นเรื่องประเภทสอง ผู้แสวงหาความสงบกลายเป็นคนหนีความจริง

ปัญญาอยู่ 2 แนวทางนี้แหละ ที่ก่อให้เกิดความแปลกแยก เหินห่างทางวิสัยทัศน์ระหว่างมนุษย์ทั้งสองฝ่าย มาตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

น่าเสียดาย ที่เราเข้าใกล้ความรู้มากเท่าไหร่ เราก็หมดปัญญาในการแก้ปัญหาและความยุ่งยากต่างๆ ในโลกและสังคมอย่างเห็นได้ชัด

จำได้ว่า เคยเขียนถึง พุทธทาสกับโลกและจักรวาล โดยอ้างอิงถึงหนังสือ “บันทึกนึกได้เอง” (จัดพิมพ์ด้วยการถ่ายสำเนาลายมือท่านพุทธทาส ที่บันทึกไว้ใน diary) ท่านบันทึกไว้ว่า “ครั้นบัดนี้โลกโคลง เร่าร้อนอย่างยิ่ง จนเราต้องเตรียมใจกันใหม่เพื่อรับหน้า” (11 กันยายน 2495)

ต่อมา พุทธทาสได้ตั้งคำถามว่า “โลกต้องการอะไรบ้าง เพื่อลดความเร่าร้อนรุนแรงให้เย็นลง” แล้วท่านได้วงเล็บภาษาอังกฤษกำกับไว้ (to cool the present turmoil) (16 เมษายน 2495)

ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นทบทวน ในสิ่งที่ท่านพุทธทาสเคยคิดไว้นานหลายสิบปีมาแล้ว แล้วย้อนถามตัวเองว่าเขียนแบบสกัดเนื้อหาว่าด้วย “ความว่าง” ในทัศนะของพุทธทาสมา 14 ตอนแล้ว สิ่งที่บดผงแล้วบรรจุแคปซูลเพื่อความสะดวกในการกลืนกินนี้ จะเป็นเรื่องไร้สาระและล้าหลังไปแล้วหรือไม่?

maxresdefault

มันเกี่ยวเนื่องกับความอยากจะอยู่ ไม่อยากจะตาย การยึดติดกับตัวกู-ของกู ที่เป็นต้นตอของความรู้สึกทุกชนิดของมนุษย์ เพราะความรู้สึกเพื่อที่จะอยู่รอดนี้ เป็นต้นตอของความคิดนึก รู้สึกกระทำ หรืออะไรทุกอย่างของมนุษย์

เพราะอะไร?

เพราะจากหลักเกณฑ์ของทั้งหมดในพระพุทธศาสนาที่มีอยู่ เราไม่ได้ค้นคว้าเฉพาะทางวัตถุ

ท่านพุทธทาสได้พูดถึงโวหารเกี่ยวกับความว่างหรือความตายที่สำคัญที่สุด โดยเล่าเรื่องโสฬสปัญหา (มาณพ16 คนเกิดปัญหา16 เรื่อง)

ปัญหาที่มีชื่อเสียงและเป็นเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือปัญหาของลูกศิษย์ที่ชื่อ โมฆะราชะ หรือ โมฆราช ที่ว่ากันว่าเป็นศิษย์พระพุทธเจ้าที่ฉลาดที่สุดใน 16 คน

พระพุทธเจ้าเห็นความฉลาดของลูกศิษย์คนนี้ ทรงแกล้งกักตัว แกล้งถ่วงเวลา ไม่ตอบคำถาม ถึงถามก่อนก็ไม่ตอบ จนกระทั่งถึงวาระในลำดับใกล้คนสุดท้ายจึงทรงตอบ

คำถามที่มาณพโมฆราชทูลถามพระพุทธเจ้า ก็คือ “เราจะทำอย่างไร ความตายจึงจะไม่พบกับเรา?” เป็นโวหารที่ไพเราะและลึกซึ้งยิ่งนัก

พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นคำร้อยงดงามดุจเดียวกันว่า

ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติ เห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อเถิด ถอนทิฏฐิว่าตัวตนออกเสียให้หมดแล้ว ก็จะเป็นผู้อยู่เหนือมัจจุราช เมื่อเห็นโลกอยู่อย่างนี้ มัจจุราชย่อมไม่เห็นเธอ”

คนธรรมดาสามัญรู้จักความตายในแง่โลก และเต็มไปด้วยความกลัว แม้ว่าไม่กลัว ก็มีปัญหายุ่งยากในจิตใจ เป็นความกลัวอีกชนิดหนึ่ง ทั้งที่ว่าไม่กลัว แต่รู้สึกว่าความตายนี่มันรบกวน เมื่อต้องการจะมีจิตใจชนิดใดชนิดหนึ่งที่ไม่มีปัญหา ไม่มีการรบกวนชนิดนี้ จึงค้นเรื่องที่ชนะความตาย

บรรดานักบวช ผู้มีปัญญาในยุคนั้น ก็ออกค้นหาคำตอบเกี่ยวกับปัญหาความตายกัน เรียกกันว่า การค้นหาอมตธรรม หาสิ่งสูงสุด อันหมายถึง ความไม่ตาย

ดิ้นรนขวนขวายทุกอย่าง ทุกทาง มีพวกที่ทำอย่างคนโง่ ก็ใช้วิธีบูชายัญ ฆ่าสัตว์เซ่นสังเวย ผู้มีอำนาจถึงกับเอาคนมาฆ่าบูชายัญก็มี หรือทำบุญทำทาน เพื่อตัวจะได้ไม่ตาย

ศาสดานักคิด มีสติปัญญาอย่างพระพุทธเจ้า ใช้ธรรม หรือจะเรียกว่าปรัชญาก็ได้ ทรงสอนให้ทำลายความรู้สึกเรื่องตัวตนเสีย ก็จะอยู่เหนือความตาย

โวหารของผู้ถามที่ว่า “ทำอย่างไรจะไม่พบกับความตาย”

ดูโวหารของผู้ตอบ “ก็โดยเห็นโลกเป็นของว่าง ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความสำคัญว่าตัวตนนี้ออกเสียให้หมด”

มองโลกในแง่ที่เป็นของว่าง ก็คือ มองให้เห็นชัดว่ามันไม่มีตัวตน

อรรถกถาต่างๆ บัญญัติคำไว้ชัด แม้ที่เป็นบาลีที่ไม่ใช่อรรถกถา(ปฏิสัมภิทามัคค์) ที่เป็นบาลีอยู่ในตัวพระไตรปิฎก ก็อธิบายคำว่า “ว่าง” ไว้ชัดว่า

โลกนี้ว่างเพราะว่างจากตัวตน โลกว่างเพราะว่างจากสิ่งที่เป็นตัวตน”

Be Sociable, Share!
error: Content is protected !!