‘ความว่าง’ ในทัศนะของพุทธทาส (14)

h6

Text/Photo: กานต์ ลิ่มสถาพร

 

แม้มีการนิยาม “ศาสตร์ใหม่” ไปเชื่อมโยงการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจโลกภายนอกและภายใน แล้วบูรณาการโลกทั้งสองเป็นองค์รวมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจถึงสัมพันธภาพและความเชื่อมโยง

แม้นักฟิสิกส์อย่าง ฟริตจ๊อบ คาปร้า จะเขียน “โยงใยที่ซ่อนเร้น” หรือ “ข่ายใยแห่งชีวิต” เผยแพร่กระบวนทัศน์นี้ไว้บ้าง อันมีสาระครอบคลุมตั้งแต่ประสาทวิทยา จิตเวชศึกษา จิตวิทยา จิตวิเคราะห์ และจิตบำบัด ผสมผสานกับจิตวิญญาณทางพุทธศาสนา แล้วกลายเป็น “ศาสตร์แห่งจิตวิญญาณ”

แต่ความสงสัยยังคงติดตามเราอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเข้าใจจิต อารมณ์ กระแสสำนึก จิตสำนึก และความตระหนักรู้ ทั้งยามตื่น ยามหลับ ยามฝัน และแม้แต่วาระใกล้ตาย

29 สิงหาคม 2512 ณ สวนโมกขพลาราม ท่านพุทธทาสพูดเรื่อง “รู้จักความตายให้ถูกต้อง” ตามแบบสุญญตาธรรมไว้อย่างน่าสนใจว่า ความตายทางภาษาคนคือตายทางร่างกาย มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย นอกจากไม่มีความหมายหมายแล้วยังหมดความหมายอีกด้วย เพราะมันเป็นเพียงการสลายของเปลือกที่ไร้ค่า ไร้ความหมาย

ผู้มีปัญญาเห็นธรรมแล้ว จะไม่เห็นมีความตาย เห็นเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงของเหตุปัจจัยเท่านั้น

ตายในภาษาธรรม คือ ตายของความโง่

ตายของความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู-ของกู

ปัญหาหาหนักอกของคนที่ไม่รู้จักเรื่องนี้ ก็เหมือนที่ ซิกมันด์ ฟรอยด์ พูดไว้ว่า ปัญหาทั้งหมดของมนุษย์อยู่ที่กามมารมณ์ แต่พุทธศาสนาบอกว่าปัญหาทั้งหมดมันรวมอยู่ที่ความทุกข์ และมีความหมายสำคัญที่สุดอยู่ที่ความตาย หรือความกลัวตาย โดยมีสัญชาตญาณที่นำหน้าสุดอยู่อันหนึ่ง นั่นคือ “ความอยากอยู่” หรือ “ความไม่อยากตาย” นั่นเอง

สิ่งมีชีวิตทุกชนิพด มีความรู้สึกกลัวตาย ไม่เว้นแม้กระทั่งต้นไม้

ไม่เว้นแม้การทำวิปัสสนาอยากดับทุกข์ อยากจะไปนิพพาน ทำกัมมัฏฐาน ก็ล้วนกลังตาย เพียงแต่มันหลอกตัวเอง มันปกปิดไว้อย่างซับซ้อน แต่โดยเนื้อแท้ก็คือกลัวที่จะไม่ได้อยู่ ยิ่งมีความเป็นอยู่เป็นสุข มีความพอใจมากำเท่าไร ก็ยิ่งมีความกลัวตายมากเท่านั้น

ดังนั้น จึงเห็นได้ถึงตัณหา 3 ประการ คือ ความอยาก, อยากด้วยความโง่, ทำให้กลัวตาย

ทั้ง 3 อย่างนี้ มาจากอวิชชา แล้วก็มีปัญหาทำให้กลัวตาย

กลัวตายโดยรู้สึกด้วยอำนาจของความคิดก็มี โดยไม่ต้องคิด หรือคิดไม่ได้โดยไม่รู้สึกก็มี มันอยู่ในส่วนลึกของความรู้สึก เราจึงกลัวตายทั้งที่โดยรู้สึกและโดยไม่รู้สึก

แม้ว่าความกลัวตายจะซ่อนอยู่หลายชั้น เช่น กลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก แต่มันดูน่ากลัว, กลัวเสียซื่อเสียเกียรติ, กลัวจะสูญเสียประเทศ, กลัวจะเสียของรักของใคร่ ฯลฯ

ปัญหาที่เกิดจากความกลัวตายนี้ จึงเป็นปัญหาทั้งหมด เป็นปัญหาที่ซับซ้อน และก็เป็นต้นเหตุที่ดี ที่ทำให้เราค้นหาความไม่ต้องตาย ซึ่งเป็นมูลเหตุให้ค้นพบนิพพาน

แต่ว่าน้อยนักหนาที่คนธรรมดาจะค้นหานิพพานพบ มันไปมัวกลัวตายอยู่อย่างนั้น มันไม่ค้นวิธีที่จะพ้นจากความกลัวตาย ถึงแม้ว่าต้องการจะแก้ปัญหาของความตาย มันก็ไปแก้ปัญหาชนิดที่แก้ไม่ได้ คือเป็นความโง่เขลาอย่างอื่น ไปกลบเกลื่อนกันอย่างอื่น”

เพราะรู้จักแต่ความตายทางเนื้อหนัง ความตายภาษาคน ก็ขวนขวายจะแก้กันทางเนื้อหนังหรือทางวัตถุ ทางฟิสิกส์นี้เรื่อยไป ที่จะแก้ความตายด้วยความรู้ทางธรรมให้หมดความรู้สึกว่าตายนี้ไม่เคยคิดกัน ความรู้ทางฟิสิกส์ไม่มีที่จะแก้ความรู้สึกทางจิตใจในข้อนี้ ฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องที่แก้ไม่รู้จักจบ แก้ไม่รู้จักสิ้น”

p_1075500

พุทธทาสชี้ว่าต้องแก้ทางธรรม

หันไปหาธรรมมะมาแก้ทางวิญญาณ ให้เกิดความเข้าใจถูกต้องเสียว่า มันไม่ใช่ความตาย หรือมันไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว

ความตายในภาษาธรรม หมายถึง มีความรู้จนฆ่าความโง่ตาย

เรียกว่ามีวิชชาเกิดขึ้น จนฆ่าอวิชชาให้ตายไป ถ้ามีความตายชนิดนี้เกิดขึ้นแล้ว ความตายทางภาษาคนก็หมดความหมาย คือ ไม่มีความตายอีกต่อไป

พ้นจากตัวกู-ของกู พุทธทาสยังมองไกลไปถึงความกลัวระดับมหึมา “การทำสงครามเพื่อความยุติธรรมนั้นโกหก พูดแต่ปาก ที่ว่าทำสงครามกันในโลกเวลานี้ อ้างว่าเพื่อความเป็นธรรม เพื่อความยุติธรรม มองเห็นได้ว่าโกหก ที่แท้ทำสงครามเพื่อความอยู่รอดของตัว คู่สงครามฝ่ายไหนก็ตาม ทำสงครามเพื่อความอยู่รอดของตัว ความอยากอยู่รอดของตัวนี่ เพราะความกลัวตายจึงเลยทำให้ทำสงครามเกินขอบเขต”

นั่นเท่ากับ อย่าให้ความกลัวตายอย่างโง่เขลาเกิดขึ้น ให้เอาความกลัวตายอย่างสติปัญญามาแก้ไขลบล้าง โดยสามัญ “มรณัสสติ” ก็คือ ความกลัวตายเหมือนกัน แต่มันเป้นความกลัวตายของผู้มีสติปัญญา มองเห็นความตายในลักษณะที่ถูกต้องสมบูรณ์ ก็ทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้

มรณัสสติ จึงจำเป็นต้องเจริญอยู่ทุกวัน ระลึกถึงความตายให้เกิดความไม่ประมาท แล้วทำสิ่งที่ควรทำ

พูดกันตามประสาชาวโลก เราจะพบว่าปัญหาต่างๆ อยู่ที่ความตาย มาจากความตาย เป็นเหตุให้เกิดกลัวตาย

ถ้ากลัวตายอย่างผิดวิธี ก็นำไปสู่ความเสื่อมเสียศีลธรรม ถ้ากลัวตายถูกวิธีมันก็นำเราสู่ความมีศีลธรรม ทุกนาทีของการเป็นอยู่ อย่าให้เสียสติสัมปชัญญะ ทำอะไรโง่ๆ ลงไปด้วยความตายที่ไร้สำนึก

ความรู้ของคนเราในโลกที่เรียกว่า กำลังเจริญสติอยู่ในเวลานี้ เราไม่ได้หยิบเอาเรื่องความตายหรืออะไรทำนองนี้ขึ้นมาพูดกัน หรือเอามาคิดค้นกัน”

เราต้องรู้เคล็ดลับอันสำคัญของชีวิตในข้อนี้ เพราะมันเป็นแนวทางของ “โลกุตตระ” ที่แปลว่า “เหนือโลก”

นั่นคือ เมื่อรู้ว่าโลกคือความทุกข์ โลกคือปัญหาของความทุกข์ ทางที่ถูกควรจะตั้งต้นที่โลกกิยะ แล้วเดินก้าวหน้ามุ่งไปสู่โลกุตตระ มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่นโดยไม่กลัวตาย เป็นวิชชาโดยไม่ต้องค้นคว้าอะไรมากนัก แค่ใช้สามัญสำนึกเท่านั้นก็พอ เพราะว่าสามัญสำนึกเป็นความรู้ทางการดับทุกข์ของสัตว์โลก

คนหนึ่งมีความรู้สึกอย่างชาวบ้าน อีกคนหนึ่งมีความรู้สึกอย่างผู้รู้ ดังนั้น ความสับสนในทางความหมายของคำที่พูดกันนั้นย่อมมี

ระหว่าง “ความตาย” กับ “ความอยู่” ทั้งที่ “ความตาย” กับ “ความอยู่” เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้องยกจิตใจให้สูง อยู่เหนือความหมายของคำว่า “เกิด” กับ “ตาย” ให้ได้ จึงจะเรียกว่า การสิ้นสุดของความทุกข์ ซึ่งจะเรียกว่า นิพพาน ความว่าง สุญญตา หรืออะไรก็ตามที่อยากนิยาม

แต่แก่นแท้เกี่ยวกับความตายในทัศนะของท่านพุทธทาสนั้น สั้นและเข้าใจง่ายดี

ความไม่มีตัวกู-ของกู เพื่อจะตาย คือ ความไม่ตาย

ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องของสังขาร ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเรื่องธรรมชาติ

Be Sociable, Share!
error: Content is protected !!